กองพลที่ 1 รักษาพระองค์

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
เครื่องหมายประจำกองพลที่ 1 รักษาพระองค์

กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ได้เริ่มก่อกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาล ๕) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในปี พ.ศ.๒๔๔๘ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ในขณะนั้นได้กราบบังคับทูลขอพระบรมราชานุญาต จัดกำลังรบให้มีกำลังถึง ๑๐ กองพล เพื่อให้สามารถป้องกันประเทศได้โดยทั่วถึงและจริงจัง โดยที่โครงการจะเริ่มใช้ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ จัดเป็น ๓ กองพล ประกอบด้วย มณฑลกรุงเทพ , มณฑลนครชัยศรีและมณฑลกรุงเก่า โดยที่ กองพลที่ ๑ เป็น กองพลรักษาพระองค์ คัดเลือกคนมาจาก ๓ มณฑล ให้บัญชาการทหารในพระบรมมหาราชวัง และ มีที่อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ โดยเมื่อจัด เป็น ๓ กองพลบริบูรณ์ แล้ว จะให้ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ และ กรมทหารช่างที่ ๑ รวมอยู่ใน กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) มณฑลกรุงเทพ ฯ ต่อไป ซึ่งต่อมาภายหลังที่ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารในมณฑลกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ เพื่อรองรับการจัดตั้งหน่วยของ มณฑลกรุงเทพ ฯ กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) จึงได้จัดตั้งขึ้นในปีนั้น

ซึ่งตามแผนโครงสร้างกองทัพบกสยาม พ.ศ.๒๔๕๑ ถือเป็นการปฏิรูปกิจการทหารครั้งสำคัญ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียกเกณฑ์คนเข้าเป็นทหารประจำมณฑลต่าง ๆ มาเป็นการจัดให้มีทหารประจำการจริง ๆ เพื่อรองรับการใช้ พระราชบัญญัติ ลักษณะการเกณฑ์ทหาร ร.ศ.๑๒๔ ภายหลังการประกาศเลิกทาส โดยที่โครงสร้างกองพลแต่ละกองพลประกอบไปด้วย กรมทหารราบ ๒ กรม กรมทหารม้า ๑ กรม กรมทหารปืนใหญ่ ๑ กรม กองทหารช่าง ๑ กอง กองทหารปืนกล ๑ กอง โดยที่กองพลที่ ๑ เป็นกองพลรักษาพระองค์ นาม “กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์)” มีการประกอบกำลัง ดังนี้

  • กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
  • กรมทหารราบที่ ๒
  • กรมทหารม้าที่ ๑
  • กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑
  • กรมทหารช่างที่ ๑

อนึ่ง มณฑลกรุงเทพ ฯ ยังมีกองพลที่รับผิดชอบพื้นที่อีก ๒ กองพล คือ กองพลที่ ๒ มีหน้าที่บัญชาการทหารบริเวณสวนดุสิตใต้ไปจนถึงมณฑลนครไชยศรี และกองพลที่ ๓ มีหน้าที่บัญชาการทหารบริเวณสวนดุสิตเหนือ บางซื่อ ไปจนถึงมณฑลกรุงเก่า

อย่างไรก็ดีปัญหาโครงสร้างการจัดดังกล่าวยังไม่สำเร็จเพียงพอ อันเป็นผลจำกัดด้านงบประมาณของแผ่นดิน รวมถึงเงื่อนไขสนธิสัญญาที่ชาติมหาอำนาจบีบบังคับให้ประเทศสยามต้องลงนาม กรณีกองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) ก็ไม่สามารถจัดตั้งกรมทหารช่างที่ ๑ ได้ (จัดได้แต่เพียงกองทหารช่างที่ ๑)

ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดชทรงเห็นควรจะขนานนามลำดับกรมทหารต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ๑๐ กองพล เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ในระเบียบราชการ เช่น กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) ให้เรียกนามใหม่ของหน่วยขึ้นตรงดังนี้

  • กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ นามใหม่ กรมทหารราบที่ ๑ (มหาดเล็กรักษาพระองค์)
  • กรมทหารราบที่ ๒ นามใหม่ กรมทหารราบที่ ๑๑ (รักษาพระองค์)
  • กรมทหารม้าที่ ๑ นามใหม่ กรมทหารม้าที่ ๑ (รักษาพระองค์)
  • กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ นามใหม่ กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ (รักษาพระองค์)
  • กรมทหารช่างที่ ๑ นามใหม่ กรมทหารช่างที่ ๑ (รักษาพระองค์)
  • กรมทหารพาหนะ นามใหม่ กองทหารพาหนะที่ ๑ (รักษาพระองค์)
  • กองพยาบาลมณฑลกรุงเทพ ฯ นามใหม่ กองพยาบาลที่ ๑ (รักษาพระองค์)

ปี พ.ศ.๒๔๕๒ โปรดเกล้า ฯ ให้จัดกองพลเป็นกองทัพ ดังนี้

  • กองทัพที่ ๑
    • กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) มณฑลกรุงเทพ ฯ
    • กองพลที่ ๒ มณฑลนครไชยศรี
    • กองพลที่ ๓ มณฑลกรุงเก่า
  • กองทัพที่ ๒
    • กองพลที่ ๖ มณฑลนครสวรรค์
    • กองพลที่ ๗ มณฑลพิษณุโลก
    • กองพลที่ ๘ มณฑลพายัพ
  • กองทัพที่ ๓
    • กองพลที่ ๕ มณฑลนครราชสีมา
    • กองพลที่ ๙ มณฑลปาจิณบุรี
    • กองพลที่ ๑๐ มณฑลอิสานและอุดร
    • ส่วนกองพลที่ ๔ ให้คงเป็นกองพลอิสระ

ในปีนี้โอนกรมทหารพาหนะรักษาพระองค์ให้ไปขึ้นตรงต่อกองทัพที่ ๑ แล้วเปลี่ยนเรียกนามว่า กรมทหารพาหนะกองทัพที่ ๑ กรมทหารช่างรักษาพระองค์ก็ย้ายไปขึ้นตรงกับกองทัพที่ ๑ เช่นกัน แล้วจัดตั้งกองพาหนะที่ ๓ ขึ้นทดแทน

ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ร.1 รอ. ขณะตั้งแถวกองรักษาการณ์เฉพาะกิจเมื่อมีการเสด็จพระราชดำเนินในงานพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง


ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงนามของกองทัพที่ ๑ เป็นกองทัพน้อยที่ ๑ และเป็นกองทัพน้อยทหารบกที่ ๑ ขณะที่กองพลและกรมของทหารบกให้เพิ่มคำว่า “ทหารบก” ต่อท้ายหน่วย เช่น กองพลทหารบกที่ ๑ (รักษาพระองค์) มี นขต. คือ

  • กรมทหารบกราบที่ ๑ (มหาดเล็กรักษาพระองค์) ๒ กองพัน ๆ ละ ๔ กองร้อย
  • กรมทหารบกราบที่ ๑๑ (รักษาพระองค์) ๒ กองพัน ๆ ละ ๔ กองร้อย
  • กรมทหารบกราบที่ ๓ ๔ กองร้อย
  • กรมทหารบกปืนใหญ่ที่ ๑ (รักษาพระองค์) ๒ กองร้อย
  • กองทหารพาหนะ
  • กองพยาบาลที่ ๑ (รักษาพระองค์)

พ.ศ.๒๔๗๐ มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้ดำเนินการเข้ารูปการจัดกองทัพบกโดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ พ.ค.๒๔๗๑ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) คือ เปลี่ยนนามกรมทหารราบที่ ๑๑ (รักษาพระองค์) เป็น กรมทหารราบที่ ๒ (รักษาพระองค์) ทั้งนี้ยังคงขึ้นตรงต่อกองทัพน้อยที่ ๑ ดังนั้นในปีนี้ กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) จึงมีหน่วยรอง คือ กรมทหารราบที่ ๑ (มหาดเล็กรักษาพระองค์) กรมทหารราบที่ ๒ (รักษาพระองค์) กรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ (รักษาพระองค์) และ กองเสนารักษ์ที่ ๑ สันนิษฐานว่าการเข้ารูปการจัดใหม่นี้เป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression Of ๑๙๓๐’S) ซึ่งเป็นไปทั่วโลก และต่อเนื่องนานนับทศวรรษ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งไทยก็ได้รับผลกระทบดังกล่าว จึงมีการยุบและลดกำลังทหารลง

พ.ศ.๒๔๗๕ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ ๒๔ มิ.ย. โดยคณะราษฎร์นั้น เมื่อคณะราษฎร์รวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าแล้วเข้ายึดพื้นที่พระที่นั่งอนันตสมาคม จากนั้นได้ส่งกำลังเข้าควบคุมตัวผู้นำประเทศและผู้บังคับบัญชาทหาร ในส่วนของกองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) คณะราษฎร์ได้ควบคุมตัวพระยาเสนาสงคราม (มรว.อี๋ นพวงศ์) ไว้ได้ ณ บ้านพัก บริเวณถนนนครไชยศรี โดยถูกนายทหารยศนายร้อยโท มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน ยิงได้รับบาดเจ็บไม่สามารถออกมาบัญชาการได้ โทรศัพท์ถูกตัดขาดการติดต่อ นายพันตรีหลวงไกรชิงฤทธิ์ (พูด วินิจฉัยกุล) ผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็ก ที่สะพานมัฆวานได้ โทรศัพท์ถูกตัดขาดการติดต่อ

นายพันตรีหลวงไกรชิงฤทธิ์ (พูด วินิจฉัยกุล) ผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็ก ที่สะพานมัฆวานได้จัดกำลังทหารหนึ่งกองร้อยเตรียมต่อสู้ แต่ต่อมาได้ถอนกำลังกลับเข้าที่ตั้งไป ภายหลังเหตุการณ์ รัฐบาลคณะราษฎร์ได้เริ่มการปรับลดกองทัพคงเหลือนายพลไว้ ๒ นาย คือ ปลัดทูลฉลอง (ปลัดกระทรวง) กลาโหม กับ สมุหราชองครักษ์ มีการสั่งการโยกย้ายหน่วยทหารโดยฉับพลัน เกิดความวุ่นวายในกองทัพเป็นอย่างมาก ตำแหน่งนายทหารชั้นยศนายพลเริ่มนำกลับมาใช้ใหม่ เมื่อ ๓๑ ต.ค.๒๔๗๙

๑๖ ธ.ค.๒๔๗๖ มีคำสั่งกลาโหม (พิเศษ) เรื่อง เปลี่ยนแปลงการจัดกองทัพบก มีการสั่งยุบกองบัญชาการต่าง ๆ นับตั้งแต่ กองทัพ, กองพล ลงไปจนกระทั่งกรม คงเหลือไว้เฉพาะหน่วยระดับกองพันเท่านั้น กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) จึงถูกยุบลงนับตั้งแต่นั้นมา คงเหลือเพียงกองบังคับการจังหวัดทหารบกกรุงเทพ ฯ ขึ้นในบังคับต่อผู้บัญชาการทหารบก

หน่วยระดับกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ถูกยุบและเปลี่ยนแปลงนามหน่วย ดังนี้

จัดตั้งเป็น

  • กองบังคับการทหารราบ ขึ้นในบังคับต่อผู้บัญชาการทหารบก
  • กองพันทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นบังคับต่อผู้บังคับทหารราบ
  • กองพันทหารราบที่ ๒ (เปลี่ยนจาก มหาดเล็ก พัน.๒) ขึ้นบังคับต่อผู้บังคับทหารราบ
  • กองพันทหารราบที่ ๓ (เปลี่ยนจาก มหาดเล็ก พัน.๓) ขึ้นบังคับต่อผู้บังคับทหารราบ

ประวัติศาสตร์ในห้วง พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๓ จึงเป็นห้วงของหน่วยขึ้นตรงกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ในระดับกองพันทั้งสิ้น

ตั้งแต่ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๓ เป็นต้นไป เริ่มเกิดเหตุการณ์กรณีพิพาทดินแดนในอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ชนชาวไทยผู้รักชาติได้เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลทวงดินแดนในอินโดจีน คือ เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ซึ่งไทยได้เสียให้แก่ฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ กลับคืนมา รัฐบาลไทยในสมัยนั้นมีความเห็นชอบด้วย จึงได้เปิดการเจรจากับฝรั่งเศสขึ้น แต่ไม่มีผล ซ้ำร้ายฝรั่งเศส ยังได้จัดกำลังเข้ารักษาพื้นที่ ในบริเวณหัวเมืองต่างๆ และ ที่ชายแดนด้านอินโดจีนด้วย จนนำสู่สงครามอินโดจีน รัฐบาลไทยเกรงจะถูกรุกรานโดยไม่รู้ตัว จึงได้จัดตั้งกองทัพบกสนาม มีนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเป็นแม่ทัพบก ห้วงเวลานี้จึงมีการจัดตั้งกองทัพ กองพลขึ้นเป็นการชั่วคราว เพื่อบัญชาการหน่วยทหารที่ออกไปทำการรบ ปรากฏนามกองพลพระนคร ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบูรพา โดยมี พ.อ.หลวงพรหมโยธี เป็นแม่ทัพ มีภารกิจเข้ายึดศรีโสภณ และพระตะบอง ภายหลังสงคราม มีการสวนสนามฉลองชัยชนะที่พระนคร เมื่อ ๒๗ เม.ย.๒๔๘๔ หลังจากนั้นทางราชการได้พิจารณาเห็นว่าหมดความจำเป็นจึงให้ยุบเลิกกองพลและกองทัพนั้นลงเสีย และให้หน่วยต่าง ๆ กลับไปขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของมณฑลทหารบกต่อไปตามเดิม จึงถือได้ว่า กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) ได้ถูกยุบหน่วยอีก เป็นครั้งที่ ๒ อนึ่งกองพลพระนครทำหน้าที่บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงของกองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) เดิม ได้แก่ ร.พัน.๑ (รอ.), ร.พัน.๒ (รอ.), ร.พัน.๓ (รอ.), ร.พัน.๔, ร.พัน.๖ , ร.พัน.๗, ร.พัน.๘ ,ป.พัน.๑ รอ., ป.พัน.๑๖

ในระหว่างสงครามมีบันทึกว่า กรุงเทพ ฯ ถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ตัวกองบัญชาการกองพลที่ ๑ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสวนพุฒตาน ในพระราชวังดุสิต ในขณะนั้น ต้องอพยพไปตั้งอยู่บริเวณวัดบางพูล (ตรวจสอบแล้ว ปัจจุบันคือ บางพูน : ผู้เขียน) ตำบลรังสิต จังหวัดปทุมธานี คงเหลือกำลังประจำถิ่น เพื่อดูแลรักษาสถานที่ตั้งปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ต่อเมื่อสงครามใกล้สงบจึงได้เคลื่อนย้ายกลับ โดยที่ตั้งกองบัญชาการ กองพลที่ ๑ (รักษาพระองค์) ตั้งอยู่ ณ บริเวณสวนพุฒตาน ในพระราชวังดุสิต

ครั้นเมื่อสงครามสงบแล้ว มีการยุบเลิกและแปรสภาพหน่วยในสนาม๑๗ กองพลที่ ๑ ไปขึ้นอยู่กับกองทัพบก โดยจัดวางไว้ในมณฑลทหารบกที่ ๑ ตามเดิม ตัวกองบัญชาการกองพลได้ย้ายเข้าที่ตั้ง ณ ตึก รร.ชาติสงเคราะห์ (ข้าง รพ.รร.๖) ต่อมาได้ย้ายไปเข้าที่ตั้งใหม่ที่ บก.ร.๒๑ รอ. เดิม (ปัจจุบันคือบริเวณสะพานเกษะโกมล) ถนนพระราม ๕

พ.ศ.๒๔๙๑ ได้ย้ายเข้าที่ตั้งใหม่ ณ ตึกสองชั้น ข้างวังสวนกุหลาบ พระนคร ซึ่งตึกนี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งของหน่วย ร.๑๑ พัน.๓ รอ.(เดิม) และ ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็น รร.ฝึกหัดครู และ ที่ตั้งของกรมสารวัตรทหาร (สมัยหลวงสังวรณ์) จนกระทั่ง มาเป็นที่ตั้งของ กองบัญชาการ กองพลที่ ๑ และ มณฑลทหารบกที่ ๑ ต่อมาในปีเดียวกันนี้เอง ทางราชการได้พิจารณาตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการ กองทัพบก ในกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๔๙๑ จัดตั้ง กองทัพขึ้นใหม่ และ ให้โอนการบังคับบัญชา ของ กองพลที่ ๑ ไปขึ้นกับ กองทัพที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓ ก.ย.๒๔๙๑

พ.ศ.๒๔๙๓ กองทัพบกเริ่มได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาตามโครงการ MAP (Military Assistant Program)๑๘ ทั้งนี้เป็นความต่อเนื่องมาตั้งแต่การเข้าร่วมกับสหรัฐและชาติพันธมิตรใน สงครามเกาหลีโครงสร้างการจัดกองทัพและกองพลจึงเริ่มเข้าสู่รูปแบบใหม่ มีการแปรสภาพอาวุธยุทโธปกรณ์จากเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกาย รวมทั้งเครื่องมือติดต่อสื่อสาร และ ยานพาหนะต่างๆ อีกทั้งก็ได้เริ่มมีการจัดกำลังอย่างกองทัพสหรัฐ คือ กรม.ร. จัดกำลังเป็นกรมผสม เป็นผลให้หน่วยในยุคนั้นมีคุณลักษณะ และ ขีดความสามารถสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

๑๒ ม.ค.๒๔๙๕ กองทัพบกออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการวางโครงการ ๕ ปี ( ๒๔๙๕-๒๔๙๙ ) ของ ทบ.เพื่อบูรณะและขยายกิจการของ ทบ.ทุกด้านให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่๑๙ และใน ๑๙ ม.ค. ๒๔๙๕ ทบ.แปรสภาพกรมทหารราบที่มีกำลังหนึ่งกองพัน เป็นกองพันที่ ๓ ของกรมทหารราบที่มีกำลังอยู่แล้วในกรมเดียวกัน สำหรับกองพลที่จัดทหารราบได้ ๑ กรม กำหนดเลขหมายนามกรม ร.ให้ตรงกองพล และเปลี่ยนนามหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ให้เป็นเช่นทหารราบ๒๐ ห้วงเวลานี้จึงเป็นการจัดโครงสร้างของ ทบ.ในรูปแบบกรมผสม

ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ มีคำสั่งยุบกองทัพที่ ๑ แล้วแปรสภาพเป็นภาคทหารบกที่ ๑ กับให้โอนการบังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงกองทัพที่ ๑ ไปขึ้นกับกองพลที่ ๑ ประกอบไปด้วย ม.พัน.๑๐,บก.ป.๑ รอ.,ช.พัน.๑ รอ.,กอง ส.พล.๑,พัน.ขส.พล.๑,พัน.พร.พล.๑,ร้อย.พธ.พล.๑ และกอง สพบ.พล.๑ อย่างไรก็ดีในเดือน ธ.ค. ๒๕๐๐ ทบ.ได้พิจารณาจัดตั้งกองทัพภาคขึ้น และให้กองพลที่ ๑ ไปขึ้นในบังคับบัญชาของกองทัพภาคที่ ๑ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ห้วงเวลานั้น พล.๑ มี นขต. คือ ร.๑ รอ.,ร.๑๑ รอ.,ร.๒๑ รอ.,ผส.๒,ผส.๓๑ และป.๑ รอ.

พ.ศ.๒๕๐๑ มีการฟื้นฟูพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาภายหลังการเข้ายึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะ โดยจัดให้มีการสวนสนามของหน่วยทหารรักษาพระองค์ เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ ๓ ธ.ค.๒๕๐๑ ซึ่งความมุ่งหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมความสำคัญของพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา อีกทั้งเป็นโอกาสที่เหล่าทหารรักษาพระองค์จะได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นประจำ กองพลที่ ๑ มีส่วนร่วมทั้งในการปฏิบัติและการอำนวยการนับแต่นั้นมา อนึ่งในปีนี้จัดกำลังเข้าร่วมในการฝึก Air Rings กับภาคี สปอ. (SEATO) รวมถึงการฝึก Air Progress ในปี พ.ศ.๒๕๐๒

ธ.ค.๒๕๐๔ มีคำสั่งโอน ร.๒๑ รอ. ไปขึ้นกับ พล.ม. แล้วมอบ ม.๒พัน๔ มาขึ้นบังคับบัญชากับ พล.๑ แล้วเปลี่ยนนามหน่วยเป็น ม.พัน๔๒๓ การโอนการบังคับบัญชาดังกล่าวกระทำเป็นทางการใน ๑๕ ม.ค. ๐๕

พ.ศ.๒๕๐๕ ภายหลังที่ไทยเสียเขาพระวิหารให้แก่ กัมพูชา ตามที่ศาลโลกแห่งกรุงเฮก ตัดสิน พล.๑ เข้ารับผิดชอบวางกำลังตามแนวชายแดนด้านอรัญประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

๗ ธ.ค.๒๕๐๖ พล.๑ จัดหน่วยทหารในบังคับบัญชาเข้าร่วมในพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคเพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ ๓ รอบ

พ.ศ.๒๕๐๘ กองพลที่ ๑ จัดกำลังพลเข้าร่วมการฝึก กิตติ ๐๘ ร่วมกับหน่วยแทงโก้ของสหรัฐ ในห้วง ๙มี.ค.-๒ เม.ษ. โดยมี พล.ต.เกรียงไกร อัตตะนันทน์ ผบ.พล.๑ รอ. เข้ารับการฝึกในตำแหน่ง รอง ผอ.กองปราบปรามที่ ๑(พล.ท.กฤษณ์ สีวะรา มทภ.๑ ขณะนั้นเป็น ผอ.) โดยมี นขต.ทุกหน่วยเข้ารับการฝึกในพื้นที่ จว.ปราจีนบุรี

พ.ศ.๒๕๑๓ มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการฯ กองพลที่ ๑ ประกอบด้วย นขต.ที่สำคัญ คือ ผส.๑,ผส.๒,ผส.๑๑ และผส.๓๑ ต่อมา เมื่อ ๑๐ ก.ย.๒๕๑๓ กองบัญชาการ กองพลที่ ๑ ได้ประสบอัคคีภัยครั้งใหญ่ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่ออาคารสำนักงาน เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของหน่วยได้สูญหายไปเป็นจำนวนมาก จึงได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปเข้าตั้งชั่วคราว ณ บ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยใช้อาคารที่พักเป็นสำนักงานชั่วคราว ในระหว่างนั้นก็ได้มีการก่อสร้างกองบัญชาการกองพลที่ ๑ ขึ้นใหม่ ณ ที่ตั้งเดิม

พ.ศ.๒๕๑๙ มีคำสั่งให้โอน ผส.๒๑ (ร.๒๑ รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยในบังคับบัญชาของ กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ ไปเป็นหน่วยขึ้นตรงของ พล.ร.๒

พ.ศ.๒๕๒๒ กรมผสมที่ ๓๑ ได้แปรสภาพเป็นกรมทหารราบที่ ๓๑ รักษาพระองค์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลงในด้านอัตราการจัดของหน่วยขึ้นตรงกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์

พ.ศ.๒๕๒๕ กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ เปลี่ยนนามหน่วยเป็น “กองพลทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์” ใช้นามย่อว่า “พล.ร.๑ รอ.” และในปี พ.ศ.๒๕๒๖ กองพลทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ ได้เปลี่ยนนามหน่วยกลับมาเป็น “กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์” ใช้นามย่อว่า “พล.๑ รอ.” จวบจนถึงปัจจุบัน

Contents

ส่วนทหารใต้บังคับบัญชา

การจัดหน่วย

Karnjad.png

รายพระนาม รายนาม ผู้บังคับการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์

  1. พลตรี พระยาสุรเสนา (กลิ่น แสงชูโต) พ.ศ.2450-2452
  2. พลตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นกำแพงเพ็ชร์อรรคโยธิน (พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร) พ.ศ.2452-2454
  3. พลตรี พระยาเสนาภิมุข (เล็ก ปาณิกบุตร) พ.ศ.2454-2456
  4. พันโท พระศรีณรงค์วิไชย (ทองอยู่ ภีมะโยธิน) พ.ศ.2456-2458
  5. พลตรี พระยารามกำแหง (ทองอยู่ ภีมะโยธิน) พ.ศ.2458-2460
  6. พลตรี พระยารามรณรงค์ (หม่อมหลวง ช่วย ฉัตรกุล ณ กรุงเทพ) พ.ศ.2460-2463
  7. พลตรี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนครราชสีมา (เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ) พ.ศ.2463-2466
  8. พลตรี พระยาพิชัยรณรงค์สงคราม (ทองดี จารุทัต) พ.ศ.2466-2472
  9. พลตรี พระยาประเสริฐสงคราม (เทียบ คมกฤส) พ.ศ.2472-2473
  10. พลตรี พระยาเสนาสงคราม (หม่อมราชวงศ์ อี๋ นพวงศ์) พ.ศ.2473-2475
  11. พลตรี ขุนปลดปรปักษ์ พ.ศ.2485-2487
  12. พลตรี หลวงวีรวัฒน์โยธิน พ.ศ.2487-2491
  13. พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ.2491-2493
  14. พลตรี ถนอม กิตติขจร พ.ศ.2493-2495
  15. พลตรี ประภาส จารุเสถียร พ.ศ.2495-2500
  16. พลตรี กฤษณ์ สีวะรา พ.ศ.2500-2504
  17. พลตรี ประยูร หนุนภักดี พ.ศ.2504-2505
  18. พลตรี เกรียงไกร อัตตะนันทน์ พ.ศ.2505-2508
  19. พลตรี ประเสริฐ ธรรมศิริ พ.ศ.2508-2515
  20. พลตรี เอื้อม จิรพงศ์ พ.ศ.2515-2518
  21. พลตรี อรุณ ทวาทศิน พ.ศ.2518-2520
  22. พลตรี พัฒน์ อุไรเลิศ พ.ศ.2520-2522
  23. พลตรี อาทิตย์ กำลังเอก พ.ศ.2522-2523
  24. พลตรี สุจินต์ อารยะกุล พ.ศ.2523-2524
  25. พลตรี พิจิตร กุลละวณิชย์ พ.ศ.2524-2527
  26. พลตรี อิสระพงศ์ หนุนภักดี พ.ศ.2527-2528
  27. พลตรี วิมล วงศ์วานิช พ.ศ.2528-2529
  28. พลตรี ศัลย์ ศรีเพ็ญ พ.ศ.2528-2529
  29. พลตรี มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ พ.ศ.2531-2532
  30. พลตรี วัฒนา สรรพานิช พ.ศ.2532-2533
  31. พลตรี ชัยณรงค์ หนุนภักดี พ.ศ.2533-2534
  32. พลตรี ธิติพงษ์ เจนนุวัตร พ.ศ.2534-2535
  33. พลตรี สมภพ อัตตะนันทน์ พ.ศ.2535-2539
  34. พลตรี อาชวินทร์ เศวตเศรนี พ.ศ.2539-2541
  35. พลตรี นพดล อินทปัญญา พ.ศ.2541-2542
  36. พลตรี วันชัย ทองสุขุม พ.ศ.2542-2543
  37. พลตรี ไพศาล กตัญญู พ.ศ.2543-2545
  38. พลตรี จิรสิทธิ เกษะโกมล พ.ศ.2545-2546
  39. พลตรี อนุพงษ์ เผ่าจินดา พ.ศ.2546-2547
  40. พลตรี พฤณท์ สุวรรณทัต พ.ศ.2547-2549
  41. พลตรี ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พ.ศ.2549-2550
  42. พลตรี ไพบูลย์ คุ้มฉายา พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน

ดูเพิ่ม