ทหารเสือราชินี

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
Qpr.jpg

หัวใจสีม่วงหมายถึงผู้บริสุทธิ์ ผู้มีความซื่อสัตย์ สุจริต และจริงใจเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่ใกล้เสียชีวิตหัวใจจะกลายจากสีแดงเป็นสีม่วง และในห้วงเวลานั้นจะไม่มีการพูดปดโกหกหรือปิดบังสิ่งใด ๆ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชทานหัวใจสีม่วงนี้แก่ กำลังพลในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ทุกนาย ด้วยทรงมุ่งหวังให้กำลังพลทหารเสือทุกนายเป็นผู้มีความสื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ส่วนพระนามาภิไธยย่อ “สก.” หมายถึง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ องค์ผู้พระราชทานกำเนิดทหารเสือ ; เสือประคองหัวใจสีม่วง จึงหมายถึง กำลังพลทหารเสือทุกนายที่เทิดทูนความซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดี แทบเบื้องยุคลบาทองค์พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ด้วยความจริงใจ ; ภูเขา เกลียวคลื่น และก้อนเมฆ หมายถึง ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นบนฟ้า พื้นดิน ภูเขา หรือในทะเล ทหารเสือทุกนายพร้อมที่จะดั้นด้นไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของชาติ และองค์พระมหากษัตริย์

Contents

บทบาทในทางการเมือง

ในทางการเมืองหมายถึง เครือข่ายนายทหารที่มีเส้นทางเติบโตมาจากกองพลนี้ มีชื่อเรียกขานว่า "นักรบบูรพา" หรือ "บูรพาพยัคฆ์"

ปัจจุบันนายทหารที่มีเส้นทางเติบโตจาก "บูรพาพยัคฆ์" ได้แก่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ. และ พล.ท. คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1

นายทหารกลุ่มนี้ เป็นกำลังสำคัญในการทำรัฐประหาร 2549 และเป็นขุมกำลังหลักใน คมช. รวมทั้งยังถือเป็นขั้วอำนาจสำคัญทางฝ่ายทหาร ที่มีอิทธิพลต่อ รัฐบาลสมัคร 1, รัฐบาลสมชาย 1 และ รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1

นอกจากเส้นทางการเติบโตมาจากสาย "บูรพาพยัคฆ์" แล้ว สำหรับ พล.อ. อนุพงษ์ และ พล.อ. ประยุทธ์ ยังถือว่าเป็น ทหารเสือราชินี อีกด้วย[1]

ช่วงรัฐประหาร 2549

ไพศาล พืชมงคล มือกระบี่กฎหมายจากสำนักทนายความชื่อดัง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการร่างประกาศ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฯ ในคืนวันดังกล่าว ซึ่งได้เล่าเหตุการณ์ภายในกอง บก.ปฏิวัติ ผ่านรายการคลุกวงในทาง ASTV ว่า

"ขณะที่ผม เดินทางไปถึง คณะปฏิรูปฯ กำลังเข้าเฝ้าฯ อยู่ ซึ่งเวลานั้นผมเริ่มกังวลใจ จึงตรวจสอบข่าวว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกทั้งเมื่อทราบว่ามีนายทหารผูกผ้าพันคอสีฟ้า ผมจึงมั่นใจว่าเรียบร้อยแน่นอน เพราะทหารหน่วยนี้มีความสำคัญมาก เป็นทหารที่เคลื่อนที่เร็ว มีความเก่งกาจสามารถ มีศักยภาพสูง ที่เรารู้จักกันในนามทหารเสือราชินี.."

'บิ๊กป็อก' พล.ท. อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ยศขณะนั้น) ก่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เคยเป็น ผบ.ร.21 รอ.มาก่อน

ดังนั้น 'อนุพงษ์' จึงคุ้นเคยกับกองกำลังบูรพา และกล่าวกันว่า ชัยชนะของการรัฐประหารโค่นทักษิณ มิอาจปฏิเสธพลังของเหล่านักรบบูรพาได้เลย

เมื่อทหารจาก พล.ร.2 รอ. (ปราจีนบุรี-สระแก้ว) ยกมาทั้งกองพล!

ทหารเสือราชินี ร.21 รอ. (ชลบุรี) นำโดย พ.อ.ภาณุวัชร นาควงษ์ ก็ยกกันมาหมดกรม!

ว่ากันว่า ผบ.พล.ร.2 รอ. ได้เชิญ ผบ.กรม ผบ.พัน มารับประทานอาหารค่ำที่บ้านพัก ภายในค่ายพรหมโยธี เมื่อคืนวันที่ 16 กันยายน 2549 นัยว่าเป็นการปรึกษาหารือเรื่องการบ้านการเมืองในหมู่นักรบบูรพา ก่อนเคลื่อนทัพเข้ากรุง

และมีข้อมูลวงใน อีกกระแสหนึ่ง ระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 ของ พล.อ.สนธิ และเป็นรุ่นพี่ของแม่ทัพอนุพงษ์ ได้มีส่วนในการวางกำลังล้มทักษิณในครั้งนี้ด้วย ซึ่งชีวิตหลังเกษียณของ พล.ต.ประวิตรนั้น ได้ทำงานโครงการพระราชดำริ ในเขตรอยต่อ 5 จังหวัดด้านตะวันออก

พล.อ.ประวิตร ยังมีส่วนในการผลักดันให้ พล.ท.อนุพงษ์ ได้เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. จนมาเป็น ผบ.พล.1 รอ. และขยับขึ้น รองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

และผลพวงจากการเป็นกำลังหลักในการล้มทักษิณ เมื่อคณะปฏิรูปฯ ได้จัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี 2549 ปรากฏว่า เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ที่ใกล้ชิดทักษิณ ถูกเด้งเข้ากรุเรียบวุธ[2]

รายนามอดีตผู้บังคับการ ร.21 รอ.

  • พ.อ.บริบูรณ์ จุลละจาริต ๒๑ ต.ค.๒๙๔๓ ถึง ๑๙ ก.ค.๒๔๗๔
  • พ.อ.บูลเดช รูปะสูต ๑๗ มี.ค.๒๔๙๕ ถึง ๑๒ พ.ค.๒๔๙๕
  • พ.อ.ธงเจิม ศังขวนิช ๑๒ พ.ค.๒๔๙๕ ถึง ๑๖ ธ.ค.๒๔๙๘
  • พ.อ.อำนวย โสมนัส ๑ พ.ค.๒๔๙๙ ถึง ๑ ก.ค.๒๕๐๑
  • พ.อ.ประเสริฐ ธรรมศิริ ๑๐ ต.ค.๒๕๐๑ ถึง ๑ ม.ค.๒๕๐๓
  • พ.อ.เอื้อม จิระพงศ์ ๑ ม.ค.๒๕๐๓ ถึง ๒๙ ม.ค.๒๕๐๗
  • พ.อ.ประดุลภ์ เครือคงคา ๒๙ ม.ค.๒๕๐๙ ถึง ๑๐ มิ.ย.๒๕๑๔
  • พ.อ.ปุ่น วัฒนะพงษ์ ๑๐ มิ.ย.๒๕๑๔ ถึง ๑ ต.ค.๒๕๑๗
  • พ.อ.สุจินต์ อารยะกุล ๑ ต.ค.๒๕๑๙ ถึง ๓๐ ก.ย.๒๕๑๙
  • พ.อ.เธียร ธรรมกุล ๓๐ ก.ย.๒๕๑๙ ถึง ๕ พ.ย.๒๕๒๓
  • พ.อ.มนัส อร่ามศรี ๕ พ.ย.๒๕๒๓ ถึง ๑๒ ต.ค.๒๕๒๖
  • พ.อ.มนัส คล้ายมณี ๑๒ ต.ค.๒๕๒๖ ถึง ๑ ต.ค.๒๕๒๘
  • พ.อ.นิพนธ์ ภารัญนิตย์ ๑ ต.ค.๒๕๒๘ ถึง ๒๒ ต.ค.๒๕๓๒
  • พ.อ.อาชวินทร์ เศวตเศรนี ๒๒ ต.ค.๒๕๓๒ ถึง ๑๖ ต.ค.๒๕๓๕
  • พ.อ.เดชศักดิ์ ศิริกุล ๑๖ ต.ค.๒๕๓๕ ถึง ๑๒ พ.ย.๒๕๓๙
  • พ.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ๑๒ พ.ย.๒๕๓๙ ถึง ๙ พ.ย.๒๕๔๑
  • พ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ๙ พ.ย.๒๕๔๑ ถึง ๒๔ เม.ย.๒๕๔๕
  • พ.อ.อุดมเดช สีตบุตร ๒๔ เม.ย.๒๕๔๕ ถึง ๑ ต.ค.๒๕๔๗
  • พ.อ.ภาณุวัชร นาควงษม์ ๑ ต.ค.๒๕๔๗ ถึง ๓ ต.ค.๒๕๕๐

ที่มาของทหารเสือราชินี

7762340.jpg

กรมผสมที่ 21 ของไทยได้ขึ้นสมทบกับกองทัพที่ 8 ของสหรัฐอเมริกาโดยมี พลโท วอล์คเกอร์ เป็นแม่ทัพ (ข้อมูลจาก Wikipedia ระบุว่าประเทศไทยส่งกำลังทหารไปทั้งสิ้นจำนวน 1,294 นาย - เท่ากับจำนวนขึ้นจัดกรม?) ส่วน หนังสือกรมผสม 21 ในสงครามเกาหลี ระบุว่ามีกองเรือรบแห่งราชนาวีไทย ที่ไปปฏิบัติภารกิจในสงครามคาบสมุทรเกาหลีด้วย ส่วน ข้อมูลนี้ ระบุว่า กองทัพไทยได้จัดส่งกำลังทหาร ไปร่วมทำการรบขับไล่ผู้รุกราน ณ สมรภูมิดังกล่าวตามคำเรียกร้องขององค์การสหประชาชาติ กำลังผลัดแรกได้เริ่มเดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๓ และได้ส่งกำลังไปผลัดเปลี่ยนตามกำหนดเวลาเรื่อยมา ผลัดสุดท้ายส่งไปเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๙๗ รวมกำลังที่ส่งไป ๖ ผลัด มีจำนวนนายทหาร นายสิบ และพลทหารทั้ง ๓ กองทัพ เป็นจำนวน ๑๐,๓๑๕ คน จำนวนทหารไทยผู้เสียชีวิต นับแต่เริ่มเข้าทำการรบ จนถึงวาระสุดท้ายที่มีการสงบศึก รวมทั้งสิ้น ๑๒๗ นาย นอกจากนี้ยังมีทหาร ตำรวจและพลเรือน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ และวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ กับในระหว่างสงครามมหาเอเซียบูรพา จนต้องประสบอันตรายถึงชีวิตอีก ๓๓ นาย

และกำลังทหารบกไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ในยุทธภูมิภายใต้ธงสหประชาชาติ เทียมบ่าเทียมไหล่พันธมิตร ด้วยความองอาจกล้าหาญและอดทน นอกจากจะต้องต่อสู้ข้าศึก ที่มีกำลังและอาวุธเหนือกว่าแล้ว ในฤดูหนาวทหารไทยต้องกัดฟัน ต่อสู้กับอากาศที่หนาวจัด อย่างทารุณ และในภูมิประเทศอันทุรกันดาร แต่ทหารไทยก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง และมีวินัยมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารไทยผลัดแรก หลังจากรับการฝึกและรับอาวุธ ยุทโธปกรณ์ตามอัตราแล้ว 3 สัปดาห์ ก็ได้รับคำสั่งให้ขึ้นสมทบกับกรมผสมที่ 187 ( กรมทหารพลร่มของสหรัฐอเมริกา ) เป็นหน่วยแรก และได้รับภารกิจให้เคลื่อนที่ไปปฏิบัติภารกิจถึง กรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2493 ทั้งนี้เพราะ จอมพล แม็คอาเธอร์ ต้องการจะเผด็จศึก ให้เสร็จสิ้นในเดือน ธันวาคม พุทธศักราช 2493 ก่อนที่อากาศจะหนาวจัดยิ่งขึ้น นอกจากนั้นกำลังทหารไทยในผลัดที่ 1นี้ ยังได้รับมอบ ภารกิจจากกองทัพสหประชาชาติให้ปฏิบัติอีกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เมืองอุยจองบู ซึ่งกำลังทหารไทย ได้ยึดเมืองอุยจองบู กลับคืนมาให้เกาหลีใต้ ได้ทำให้ชาวเกาหลีมีความ ซาบซึ้ง และชื่นชมทหารไทยเป็นอย่างมาก จนเป็นที่เล่าลือกันทั่วไป และเวลาทหารไทย ปรากฏกายที่ใด ประชาชนชาวเกาหลี มักจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “THAILAND NUMBER ONE” และด้วยอัธยาศัยไมตรี และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของทหารไทย ได้ให้ความเป็นกันเอง และช่วยเหลือชาวเกาหลีในพื้นที่การรบ และพื้นที่ใกล้เคียง จนเกิดเป็นความผูกพัน และเป็นความรักที่ดีต่อกัน ตลอดมา

ทหารไทยทุกคนต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญอดทน และได้รับคำชมเชยอย่างมากจาก ทุกฝ่าย พลตรี ชาลส์ ดี ปาล์เมอร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐอเมริกา ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์คอนกรีตอย่างสวยงาม เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งเกียรติประวัติแก่ชาติและทหารไทย ณ เส้นขนานที่ 38 โดยมีอักษรจารึกเป็นใจความว่า “ การข้ามเส้นขนานที่ 38 ครั้งที่ 3 โดยทหารอเมริกัน ทหารไทย ทหารกรีก “ ขณะที่กองพันทหารไทยผลัดที่ 1 ยังปฏิบัติการอยู่ในเกาหลีนั้น กองทัพบกได้แต่งตั้งให้ พันโท ประยูร นุทกาญจนกุล ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมผสมที่ 21 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ซึ่งต่อมามีคำสั่งเปลี่ยนชื่อหน่วย เป็นกองพันทหารราบ (อิสระ) กรมผสมที่ 21

การปฏิบัติการของกองพันทหารราบ ( อิสระ ) กรมผสมที่ 21 ผลัดที่ 2 นี้ สังกัดในกรมทหารม้าที่ 8 สหรัฐอเมริกา ได้รับภารกิจในการยึดที่มั่นตั้งรับ โดยเฉพาะการปฏิบัติการ ในแนว เจมส์ ทาวน์ และเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ของการรบในสงครามเกาหลี ผลัดที่ 2 ของกองพันทหารไทย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2494 ที่หน้าเขาทีโบน ทหารไทยได้จัดส่งหมวดปืนเล็ก ไปทำหน้าที่หมวดคอยเหตุ โดยให้ ร้อยโท ดำรง อยู่โพธิ์ เป็นผู้บังคับหมวดคอยเหตุ จนกระทั่งเวลา 22.00 น. ฝ่ายข้าศึกได้ระดมยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ และอาวุธทุกชนิด ขนาดหนัก มาตกบริเวณแนวต้านทานหลักบนที่มั่นใหญ่ และที่หมวดคอยเหตุ ทหารไทยยิงโต้ตอบด้วยอาวุธหนัก เช่นเดียวกัน จนผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง การยิงขิงข้าศึกสงบลง หมวดคอยเหตุได้รับความเสียหายมาก มีทหารล้มตายและบาดเจ็บมาก จนกระทั่งเวลาใกล้รุ่ง ฝ่ายข้าศึกได้นำกำลังเข้าตะลุมบอน ร้อยโท ดำรง อยู่โพธิ์ ได้สั่งการให้ทหารทำการต่อสู้จนถึงที่สุด แต่เนื่องจากข้าศึกมากกว่าหลายเท่า แม้จะถูกยิงขัดขวางล้มตายลงหน้าแนวหมวดคอยเหตุเป็น จำนวนมาก แต่ข้าศึกส่วนที่เหลือ คงหนุนเนื่องเข้ามาจนถึงตัวและเข้าตะลุมบอน ทหาร ในหมวดคอยเหตุ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ร้อยโท ดำรง อยู่โพธิ์ และทหารประมาณ ครึ่งหมวดเสียชีวิตในการรบ ต่อมากองพันได้จัดกำลัง ไปทดแทนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ต่อไป และได้ตรวจสอบพบว่า กำลังข้าศึกบาดเจ็บและ ล้มตายเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน จากวีรกรรมอันกล้าหาญครั้งนี้ ทำให้ทหารไทยได้รับการสดุดี และเป็นที่รู้จักในหมู่พันธมิตร และประชาชนชาวเกาหลีมากยิ่งขึ้น

จนกระทั่งถึงวันที่ 6 มกราคม พุทธศักราช 2495 กองทัพบกได้มีคำสั่งแต่งตั้ง พันโท อ่อง โพธิกนิษฐ์ เข้ารับหน้าที่เป็นผู้บังคับกองพันผลัดที่ 3 ของกองทัพทหารไทย ซึ่งได้ย้ายสังกัดมาขึ้นกับ กรมทหาราบที่ 9 กองพลทหารราบที่ 2 กองทัพน้อยที่ 9 สหรัฐอเมริกา ณ หมู่บ้านชองกองนิ ( CHNGGONG – NI ) วีรกรรมที่เป็นเกียรติประวัติของกองทหารไทย ณ ที่นี้ก็คือ การมีวินัย กล้าหาญ และความเข้มแข็ง อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนาม เพื่อเป็นเกียรติว่า “ Little Tiger ” หรือ “ กองพันพยัคฆ์น้อย ” ซึ่งเป็นชื่อที่สืบทอดต่อ ๆ มาตลอดทุกรุ่นการปฏิบัติของกองพันทหารไทย ผลัดที่ 3 หลังจากผลัดเปลี่ยนกำลังแล้ว ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2495 ได้เคลื่อนย้ายไปยังเขตปฏิบัติการตั้งรับ ณ หมู่บ้าน ซันตานิ ( Sontani ) เมือง ชอร์วอน และได้ขึ้นผลัดเปลี่ยน ณ แนวตรงหน้าเขาทีโบน ขณะที่มีการสับเปลี่ยนอยู่นี้ ข้าศึกได้ระดมยิงรบกวนอย่างหนัก ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 5 คน และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2495 พันโท อ่อง โพธิกนิษฐ์ ผู้บังคับกองพันทหารไทย ผลัดที่ 3 ได้เดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา กองทัพบกจึงแต่งตั้งให้ พันตรี เกรียงศักดิ์ ชนะนันท์ เป็นผู้บังคับกองพันต่อไป และจากการปฏิบัติการรบของทหารไทย ผลัดที่ 3 นี้เอง ที่ได้สร้างวีรกรรม การรบที่ห้าวหาญ จนเป็นที่เลื่องลือในหมู่ประเทศพันธมิตร และทหารไทยได้รับการ ยกย่องชมเชยอย่างมากที่สุด ซึ่งวีรกรรมครั้งนี้ ได้แก่ “ การรบที่เขาพอร์คชอป ”

ธงประจำกรมทหารอาสาสมัคร"จงอางศึก"

ฝ่ายคอมมิวนิสต์พยายาม ที่จะเข้ายึดหน่วยคอยเหตุสำคัญ ๆ ในแนวหน้าของกอง กำลังสหประชาชาติหลายครั้งหลายหน โดยฉพาะแนวรบด้านภูเขาพอร์คชอป ซึ่งกองพันทหารไทย ได้รับคำสั่งให้ขึ้นประจำแนวด้านพอร์คชอปพอร์คชอปแม้จะเพียงที่มั่นรักษา ด่านรบ แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าแนวต้านทานหลัก เพราะเป็นภูมิประเทศสำคัญ ที่ปิดกั้นเส้นทาง ที่ข้าศึกสามารถเคลื่อนที่เข้าสู่ที่มั่น ของกองกำลังสหประชาชาติได้หลายทาง และภูเขานี้เป็นพื้นที่สูง สามารถจับความเคลื่อนไหวของข้าศึกได้เป็นอย่างดี การยึดพอร์คชอปไว้ได้ ย่อมหมายถึงความ ปลอดภัยของแนวต้านทานหลัก ของฝ่ายกองกำลังสหประชาชาติ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว พอร์คชอปจึงมีความสำคัญอย่างมาก ในทางยุทธวิธี และกองพันทหารไทยได้รับคำสั่งจาก กรมทหารราบที่ 9 สหรัฐอเมริกาว่า “ กองพันทหารไทยจะต้อง รักษาที่มั่นพอร์คชอปไว้ให้ได้ หากถูกข้าศึกเข้าตีและยึดครองไป จะต้องดำเนินการตีโต้ตอบ เพื่อแย่งยึดกลับคืนทันที ”

เมื่อได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือ พันตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บังคับกองพันทหารไทย ได้สั่งการอย่างเฉียบขาดกับหน่วยที่ปฏิบัติอยู่ ณ ที่มั่นพอร์คชอปว่า “ จะถอนตัวได้เฉพาะ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บังคับกองพันเท่านั้น ” และได้วางแผนจัดกำลังป้องกันที่มั่นพอร์คชอป โดยจัดกำลัง 1 หมวดปืนเล็ก จากกองร้อยที่ 1 ซึ่งมี ร้อยเอก จวน วรรณรัตน์ เป็นผู้บังคับกองร้อย เพิ่มเติมกำลังด้วย 1 ชุดตรวจการณ์หน้าของปืนใหญ่ และอาวุธหนัก อีกจำนวนหนึ่ง และวางยามคอยเหตุอีก 2 หมู่ ไว้ที่เขาสนุ๊ก ซึ่งอยู่ห่างจากพอร์คชอป ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 100 เมตร ภายในที่มั่นหลักได้ดัดแปลงให้มีเครื่องกีดขวางลวดหนาม 3 - 4 ชั้น และได้วางแผนขอรับการสนับสนุนจากหน่วยปืนใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และเครื่องยิงลูกระเบิดหนัก จากกองพันของไทยให้เตรียมการยิงฉาก และยิงคุ้มครองเป็นรูปวงแหวน โดยรอบที่มั่นพอร์คชอป อย่างรัดกุม และเรียกฉากการยิงนี้ว่า “ วงแหวนเหล็ก ” และประการที่สำคัญ ได้จัดกองหนุน โดยใช้หมวดลาดตระเวนพิเศษ ที่จัดตั้งขึ้นจากพวกอาสาสมัคร ในกองพันเอง โดยมี ร้อยโท เฉลิม ศิริบุญ เป็นผู้บังคับหมวด และกำลังพลทุกคนภายในหมวด มีอาวุธยิงเร็วทุกคน เพื่อให้มีอำนาจการยิงสูงกว่า หมวดปืนเล็กธรรมดา

กองกำลังของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ได้เคลื่อนย้ายมายังด้านหน้าแนว เพื่อทำการยึดเขาพอร์คชอปด้วยกำลังที่มากกว่าฝ่ายไทยหลายเท่า โดยได้จัดกำลังในแนวหน้าถึง 2 กองพัน มีปืนใหญ่สนับสนุนเต็มอัตรา และตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่สูงข่ม พร้อมที่จะเคลื่อนที่เข้ายึด เขาพอร์คชอปได้ตลอดเวลา ต่อมากองกำลังจีนคอมมิวนิสต์ ได้เข้าตีหยั่งกำลังจำนวน 2 ครั้ง และแล้วในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2495 ฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์ ได้ส่งกำลังเข้าตีพอร์คชอปเป็นครั้งแรก โดยได้ระดมยิงปืนใหญ่ขนาด 155 มม. และเครื่องยิงลูกระเบิดทุกชนิดอย่างหนักติดต่อกันกว่า 4 ชั่วโมง ทำให้ที่มั่นตั้งรับของฝ่ายไทย เสียหายอย่างหนัก ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายนายแต่ยังมีขวัญและกำลังใจดีมาก ร้อยเอก จวน วรรณรัตน์ ผู้บังคับกองร้อย ได้อำนวยการ และควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้พยายามจัดระเบียบที่มั่น และเสริมความมั่นคงให้ดีขึ้น แต่ยังไม่ทันเรียบร้อย ฝ่ายคอมมิวนิตส์ได้ส่งกำลังประมาณ 2 กองร้อย เพิ่มเติมกำลังเข้าตีพอร์คชอปถึง 2 ทาง ทหารไทยในที่มั่นพอร์คชอป มิได้ท้อถอยทุกคนยืนหยัดต่อสู้กับข้าศึกด้วยความห้าวหาญ ถึงขั้นตะลุมบอน ด้วยดาบปลายปืน ร้อยเอก จวน วรรณรัตน์ ผู้บังคับกองร้อย ได้รับบาดเจ็บ ทางกองพันจึงได้ให้ ร้อยโท เฉลิม ศิริบุญ นำหมวดกองหนุนขึ้นไปช่วย ทำให้สามารถผลักดันข้าศึก ให้ถอยไปได้ ผลจากการสู้รบครั้งนี้ กำลังพลเสียชีวิต 8 นาย บาดเจ็บ 14 นาย ที่กำบังถูกยิงเสียหายยับเยิน 11 แห่ง ข้าศึกทิ้งศพไว้ 50 ศพ และต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2495 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้เข้าตีพอร์คชอปอีก เป็นครั้งที่ 2 แต่ฝ่ายไทยได้ร้องขอการยิงสนับสนุนจากปืนใหญ่ ทำการยิงฉากวงแหวนเหล็กอย่างรุนแรง จนทำให้ฝ่ายข้าศึกประสบความล้มเหลวอีกครั้ง

แม้จะประสบความล้มเหลวจากการโจมตีถึง 2 ครั้งแล้วก็ตาม กองกำลังฝ่ายคอมมิว นิสต์ก็ยังไม่ละความพยายาม ได้ทุ่มเทกำลังมากที่สุด เพื่อโจมตีและยึดพอร์คชอปเป็นครั้งที่ 3 โดยได้ใช้เวลาเตรียมการอยู่ถึง 4 วัน จนถึงคืนวันที่ 10 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2495 เวลาประมาณ 19.00 น. ฝ่ายข้าศึกได้ใช้วิธีลวง โดยได้ระดมยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างหนัก ไปยังกองพันทางขวา และได้ส่งกำลังอีก กองพันหนึ่ง เข้าตีกระหน่ำกองพันฝ่ายเรา ทางด้านซ้าย ในขณะเดียวกันได้ส่งกำลังอีก 1 กองพัน เพิ่มเติมมุ่งเข้าสู่พอร์คชอปทันที จนถึงเวลา 23.00 น. ข้าศึกได้ระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาทุกระยะ และได้บุกเข้าโจมตีที่ฟังการณ์ของพอร์คชอป ในระยะประชิด และได้เคลื่อนที่ผ่านเครื่องกีดขวาง เข้ามาทุกทิศทาง ฝ่ายไทยได้ขอให้ปืนใหญ่ยิงฉาก วงแหวนเหล็กรอบๆ ที่มั่นพอร์คชอป และมีการทิ้งระเบิดอย่างหนักตามเส้นทางทุกสายที่ฝ่ายข้าศึก เคลื่อนที่เข้ามา แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นข้าศึกที่เล็ดลอดเข้ามาได้ บนยอดพอร์คชอป ฝ่ายข้าศึกบางส่วนได้บุกถึงที่มั่นฝ่ายเรามีการตะลุมบอนสู้รบอย่างนองเลือด มีการขว้างระเบิดมือ และต่อสู้แบบประชิดตัวด้วยดาบปลายปืน ในขณะเดียวกันผู้บังคับกองพันทหารไทย ได้สั่งให้หมวดลาดตระเวนพิเศษ ขึ้นสมทบกับกำลังบนพอร์คชอปทันที การสู้รบเป็นไปอย่างชลมุน ทหารไทยบนพอร์คชอปต่อสู้อย่างทรหดกล้าหาญ เพื่อต้านทานข้าศึก และรักษาที่มั่นไว้จนถึงที่สุด ไม่มีการถอนตัวก่อนได้รับคำสั่ง จนถึงเวลา 01.30 น. ฝ่ายคอมมิวนิสต์เห็นว่าไม่สามารถที่ จะเอาชนะความแข็งแกร่งของทหารไทยได้ จึงถอนตัวกลับไปและกำลังฝ่ายสหประชาชาติ ได้ระดมยิงปืนใหญ่ สกัดเส้นทางการถอนตัวทุกเส้นทางจนฝ่ายข้าศึกได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน ผลการสู้รบครั้งนี้ ทหารไทยเสียชีวิต 16 นาย บาดเจ็บ 57 นาย พบศพฝ่ายข้าศึก 204 ศพ เช้าวันรุ่งขึ้น พลโท พอล เคนดัล แม่ทัพน้อยที่ 1 สหรัฐอเมริกา และ พลตรี เจมส์ ซี ฟราย ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 สหรัฐอเมริกา ได้มาเยี่ยมและแสดงความยินดีแก่กองพันทหารไทย ในชัยชนะที่น่าภาคภูมิใจ และ พลตรี เจมส์ ซี ฟราย ได้กล่าวแก่ผู้บังคับกองพันทหารไทย ต่อหน้านายทหารทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้า ไม่มีอะไร สงสัยในจิตใจ แห่งการต่อสู้ของ ทหารไทยอีกแล้ว

จากเกียรติประวัติอันดีเด่น ที่เหล่าทหารหาญไทยในกรมผสมที่ 21 ได้กระทำให้สหประชาชาติ ประจักษ์ว่าทหารไทยเป็นนักรบที่มีความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ จนได้รับสมญานามว่า “พยัคฆ์น้อย“ ณ สมรภูมิเกาหลี[3]

ผู้บังคับการพิเศษ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (ในฉลองพระองค์ตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์) เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนาม เนื่องในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ประจำปี พ.ศ. 2549

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2502 กรมผสมที่ 21 ได้แปรสภาพเป็น 'กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ' และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดำรงตำแหน่งองค์ผู้บังคับการพิเศษ นับตั้งแต่บัดนั้น

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2504 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ องค์ผู้บังคับการพิเศษ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ (ร.21 รอ.) ณ ที่ตั้งจังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) นับเป็นศุภนิมิตมงคลอันประเสริฐยิ่ง

ร.21 รอ. จึงได้ยึดถือวันที่ 21 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันที่ระลึกของกรมมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อปี 2511 ร.21 รอ. ได้ย้ายจากที่ตั้งเดิมไปอยู่ที่ ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยในปัจจุบัน

ในปี 2519 ผู้บังคับการพิเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อค่ายอันเป็นที่ตั้งของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ในยุคปัจจุบันว่า 'ค่ายนวมินทราชินี' พร้อมทั้งพระราชทานสมญานาม ร.21 รอ. ว่า 'กรมทหารเสือนวมินทราชินี'

และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520 กองทัพบกได้โอนการบังคับบัญชา ร.21 รอ. เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ มาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อเป็นการ สนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะเพิ่มพูนขีดความสามารถของกำลังพลในหน่วยให้มีจิตใจ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว และพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบทุกรูปแบบ กองทัพบกจึงอนุมัติให้ฝึกหลักสูตรทหารเสือขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 จนถึงปัจจุบัน[4]

พระราโชวาท

"กรมทหารราบที่ 21 มีผลการปฏิบัติงานที่ดีเด่น ทั้งด้านการทหาร การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การดูแลโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การดูแลโครงการศิลปาชีพและโครงการอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าจัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชน อีกทั้งยังได้จัดกำลังไปรักษาความปลอดภัยที่ทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนใน จ.นราธิวาส ตลอดจนจัดกำลังหน่วยปฏิบัติการทหารเสือดูแลความปลอดภัยให้แก่ข้าพเจ้าและคณะ ระหว่างที่ไปเยี่ยมประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ข้าพเจ้าขอบใจ เพราะรู้สึกว่าอบอุ่นและภาคภูมิใจยิ่งนัก ในสมญานามของทหารเสือราชินี"

จากความตอนหนึ่งของพระราโชวาท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรทหารเสือ รุ่นที่ 15 ณ ค่ายนวมินทราราชินี จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 50

ภารกิจทหารเสือราชินี

7762390.jpg

วีรกรรมของทหารเสือราชินีที่ต้องจารึกไว้ คือ การปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ อย่างศึกบ้านห้วยโก๋น อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน และศึกเขาพนมประ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ ร.21 รอ. จนขจรขจาย

ภารกิจ ที่สำคัญ คือ การถวายงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆ อย่างพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ สระแก้ว ปราจีนบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา งานต่างๆ เป็นงานที่มีความสำคัญ เป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ สรุปแล้วคือ ปฏิบัติการรบด้านการทหาร และเรื่องของการพัฒนาประเทศควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจทางภาคใต้ที่กรมทหารราบที่ 21 ปฏิบัติอยู่ เช่น จัดชุดทหารไปดูแลพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ตั้งแต่ปี 2547 และส่งกำลังทหารเข้าไปทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนด้วย

นี่คือบทบาทสำคัญของ 'กรมทหารเสือนวมินทราราชินี' หรือ ทหารเสือราชินี หน่วยทหารผู้พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยจิตวิญญาณความเป็นไทย[5]

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลอ้างอิง

  1. เหตุที่ทหารไม่ปฏิวัติ "เหตุเพราะ.......เดิมพันบูรพาพยัคฆ์"
  2. 'ทหารเสือราชินี' กับว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่
  3. ที่มาของ "ทหารเสือราชินี" กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์
  4. 'ทหารเสือราชินี' กับว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่
  5. เปิดค่าย "ทหารเสือราชินี"