ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
Bay.gif

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (อังกฤษ: Bank of Ayudhya Public Company Limited) เป็นธนาคารของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2488 มีสำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นอาณาจักรเก่าในประเทศไทย เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ต่อจากนั้นได้ก่อตั้งสำนักงานในกรุงเทพมหานคร ณ ถนนราชวงศ์ และย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ที่ ถนนอนุวงศ์ และ ถนนลำพูนไชย ในปี พ.ศ. 2491 และ พ.ศ. 2493 ตามลำดับ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถูกก่อตั้งโดยกลุ่มปรีดี โดยนายหลุย พนมยงค์ ถือหุ้นจำนวน 49% นอกจากฐานที่มั่นนี้ กลุ่มปรีดียังเข้าไปถือหุ้นในธนาคารเอเชียอีกด้วย ส่วนหลุย ร่วมกับ หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ได้ก่อตั้งบริษัท Safety Insurance ขึ้นในปี 2484 และบริษัทไทยประกันชีวิตจำกัด ขึ้นในปี 2485 อีกด้วย[1]

ต่อมาในปี 2496 หลุยเพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 66%

Contents

รัฐประหาร 2490 : การผงาดขึ้นของกลุ่มซอยราชครู และสี่เสาเทเวศร์

ในช่วงหลังรัฐประหาร 2490 ผู้มีอำนาจทางการเมืองจึงได้เข้าไปมีบทบาทในรัฐวิสาหกิจและบริษัท กึ่งราชการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งยังตั้งธุรกิจการค้าของตนขึ้นมาเองอีกด้วย เช่น กลุ่ม "ซอยราชครู" ก็จะมี บริษัท ทหารสามัคคี (2490) ศรีอยุธยาประกันภัย (2493) ค้าไม้ทหารสามัคคี (2494) ประกันชีวิตศรีอยุธยา (2494) สามัคคีก่อสร้าง (2495) ป่านไทย (2495) ค้าสัตว์ทหารสามัคคี (2496) ศรีอยุธยาพาณิชย์ (2496) ค้าสัตว์เอ็กสปอร์ต (2497) ส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งชาติ (2497) เป็นต้น ส่วนธุรกิจการค้าที่ตั้งขึ้นและภายใต้อิทธิพลของกลุ่ม "สี่เสาเทเวศร์" มีดังต่อไปนี้คือ บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ (2498) สหสามัคคีเดินเรือ (2499) สหพาณิชย์สามัคคี (2499) การค้าสามัคคี (2500) ทหารอยุธยา (2494) เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ (2499) และธนาคารทหารไทย (2500) เป็นต้น[2]

ในช่วงนี้เองกลุ่มปรีดี ต้องเสียฐานที่มั่นทางธุรกิจสองแห่งให้กลุ่มซอยราชครู ฐานแห่งแรกคือธนาคารเอเชีย ซึ่งในขณะนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือหุ้นอยู่ 62% ถูกโอนให้กับองค์การทหารผ่านศึกภายใต้การดูแลของจอมพลผิน ชุณหะวัน ในขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ถูกโอนไปให้กับ Eastern International Development Corp., Ltd.

ฐานที่มั่นถัดมาคือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถูกครอบงำโดยกลุ่มจอมพลผิน และจอมพลเผ่า ศิริยานนท์ (ในฐานะหลานเขย) ในปี 2491 [3] ก่อนหน้านี้ จอมพลผินได้ก่อตั้ง บริษัท ทหารสามัคคี ในฐานะเรือธงทางธุรกิจค้าข้าวและการสีข้าวของกลุ่มซอยราชครู จอมพลผินได้เชิญ นายเลื่อน บัวสุวรรณ (Heng Mo Neng) ที่มีความสนิทสนมกันมาตั้งแต่ครั้งทำธุรกิจโรงสีข้าวด้วยกัน เข้าร่วมธุรกิจด้วย เขาจึงได้รับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา[4]

ภายหลังการรัฐประหาร 2500 กลุ่มซอยราชครู หมดอำนาจ จอมพลเผ่าต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ กลุ่มสี่เสาเทเวศร์จึงครอบครองกิจการทั้งหมดของกลุ่มซอยราชครู ชวน รัตนรักษ์ เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา และต่อมากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด (ปี 2507 ตระกูลจารุเสถียร มีหุ้นในสัดส่วน 22% ตระกูลรัตนรักษ์มีหุ้นในสัดส่วน 25.6% ต่อมาในปี 2514 ตระกูลจารุเสถียรมีหุ้นอยู่ในสัดส่วน 15% และตระกูลรัตนรักษ์มีหุ้นในสัดส่วน 43%)[5]

แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ธนาคารได้รับตราครุฑ มาประดิษฐาน ณ ธนาคาร ในปีเดียวกันได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ ถนนเพลินจิต ในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ธนาคารได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2536 ธนาคารได้แปรสภาพเป็น บริษัทมหาชน

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539 ธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ ถนนพระราม 3 เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 และใช้สำนักงานที่ถนนพระราม 3 มาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นธนาคารพาณิชย์ไทยอันดับที่ 5 ของประเทศที่ให้บริการทางการเงินครบวงจร มีทุนจดทะเบียนจำนวน 70,894 ล้านบาท ทุนชำระแล้วเป็นเงิน 60,741 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 และตามงบการเงินรวม ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 734,579 ล้านบาท มีเงินให้สินเชื่อรวม 535,126 ล้านบาท เงินฝากมีจำนวน 524,388 ล้านบาท และธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ในระดับที่แข็งแกร่งคือ 15.57% โดยเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1) 12.94% (ตามเกณฑ์ Basel II)

ในปี 2550 ธนาคารกรุงศรีอยุธยากับกลุ่มจีอี ได้ผนึกเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ[6]

กฤตย์ลาออกจากทุกตำแหน่งในธนาคารกรุงศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2550ปรากฎข่าวการลาออกจากการเป็นกรรมการธนาคารของ กฤตย์ รัตนรักษ์ และเพื่อนรัก ปกรณ์ ทวีสิน[7] กล่าวกันว่าการลาออกของกฤตย์ ไม่ได้เป็นการไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาเลย เพราะต่อมาธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็มีมติให้ วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการแทนกฤตย์ ทั้งตระกูลทีปสุวรรณ และตระกูลรัตนรักษ์ต่างก็รู้จักกันดีตั้งแต่รุ่นพ่อของทั้งคู่ และทั้งกฤตย์และวีระพันธุ์ ก็ทำธุรกิจร่วมกันหลายต่อหลายครั้ง[8]

โครงสร้างผู้ถือหุ้น

รายชื่อผู้ถือหุ้นสามัญสูงสุด 10 รายแรก ณ วันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552[9]

  1. GE CAPITAL INTERNATIONAL HOLDING CORPORATION จำนวน 2,000,000,000 หุ้น สัดส่วน 32.926 %
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จำนวน 836,128,116 หุ้น สัดส่วน 13.765 %
  3. บริษัท สตรองโฮลด์ แอสเซ็ทส์ จำกัด จำนวน 166,536,980 หุ้น สัดส่วน 2.742 %
  4. บริษัท ทุนมหาโชค จำกัด จำนวน 166,478,940 หุ้น สัดส่วน 2.741 %
  5. บริษัท จี แอล แอสเซทส์ จำกัด จำนวน 166,414,640 หุ้น สัดส่วน 2.740 %
  6. บริษัท บีบีทีวี แซทเทลวิชั่น จำกัด จำนวน 166,151,114 หุ้น สัดส่วน 2.735 %
  7. บริษัท บีบีทีวี แอสเซตแมเนจเมนท์ จำกัด จำนวน 163,112,900 หุ้น สัดส่วน 2.685 %
  8. บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด จำนวน 160,789,220 หุ้น สัดส่วน 2.647 %
  9. บริษัท มหากิจโฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 158,726,810 หุ้น สัดส่วน 2.613 %
  10. บริษัท ทุนรุ่งเรือง จำกัด จำนวน 157,889,440 หุ้น สัดส่วน 2.599 %

คณะกรรมการธนาคาร

คณะกรรมการธนาคาร ประกอบไปด้วย[10]

  • นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ
  • นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • นางเจนิส แร แวน เอ็กเคอเรน กรรมการ
  • นายพงศ์พินิต เดชะคุปต์ กรรมการ
  • นายเชษฐ์ รักตะกนิษฐ กรรมการ
  • นายพรสนอง ตู้จินดา กรรมการ
  • นายมาร์ค จอห์น อาร์โนลด์ กรรมการ
  • นายสุรชัย พฤกษ์บำรุง กรรมการอิสระ
  • นายการุณ กิตติสถาพร กรรมการอิสระ
  • นายวิรัช ไพรัชพิบูลย์ กรรมการอิสระ
  • นายยงยุทธ วิทยาวงศรุจิ กรรมการอิสระ
  • นางธิดารัตน์ เศรษฐวรวิจิตร เลขานุการคณะกรรมการธนาคาร

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Suehiro Akira, Capital Accumulation in Thailand 1855-1985, pp. 133
  2. นายทุนจีน ในไทย ภาพสะท้อนทศวรรษ 2490
  3. Suehiro, ibid, pp. 141
  4. Suehiro, ibid pp. 164
  5. Suehiro, ibid pp. 246
  6. ความเป็นมา
  7. ย้อนเกล็ด Mr.Shadow "กฤตย์ รัตนรักษ์"
  8. Cases of Thai Family Business
  9. โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่
  10. คณะกรรมการธนาคาร