ปฐพี 149

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search

แผนปฐพี 149 มีภารกิจหลัก คือ เข้าควบคุมสถานการณ์ และรักษาความสงบเรียบร้อยใน กทม. และปริมณฑล โดยปฏิบัติการจะรักษาความปลอดภัย และถวายความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ และบุคคลสำคัญ คลี่คลายสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และความเดือดร้อนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

Contents

การปลดกำลังของ ต.ท. 10

เพื่อเป็นการป้องปรามสถานการณ์ที่อ่อนไหว ท่ามกลางข่าวลือแกนนำ ตท.10 อาจเคลื่อนไหวค้ำ “บัลลังก์ทักษิณ” คำสั่งกองทัพบกที่ 423/2549 เรื่อง ให้นายทหารรับราชการจำนวน 129 นายในระดับผู้บังคับกองพัน ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 จึงออกมาอย่างสายฟ้าแลบในรูปแบบการโยกย้ายนอกฤดูกาล ที่อยู่ในอำนาจของ ผบ.ทบ.โดยตรง

เพราะหากเกิดรัฐประหาร หน่วยกำลังหลักในกรุงที่สามารถนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีหน่วยหลักๆ ในระดับกองพล 3 หน่วย ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ ตท.10 ดังนี้

- กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) มี พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต (ตท.10) เป็นผู้บัญชาการ

-กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.) พล.ต.ศานิต พรหมาศ (ตท.10) เป็น ผบ.พล.ม. 2 รอ.

-กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) พล.ต.เรืองศักดิ์ ทองดี (ตท.10) เป็น ผบ.พล.ปตอ.

ทั้ง 3 กองพลที่ ตท.10 คุมกำลังอยู่นี้ มีหน่วยกองพันที่ตั้งในเขต กทม.รวม 15 กองพัน โดยแบ่งเป็น พล.1 รอ. จำนวน 6 กองพัน (กรมทหารราบที่ 1 และกรมทหารราบที่ 11 แห่งละ 3 กองพัน) พล.ม.2 รอ. จำนวน 3 กองพัน และ พล.ปตอ.อีก 6 กองพัน

และหากจำแนกหน่วยกำลังหลักในการทำรัฐประหารแต่ละครั้ง หน่วยที่ขาดไม่ได้ก็คือ ร.1 พัน 1 และ ม.พัน 4 กล่าวคือต้องอาศัยทหารราบและทหารม้าที่คุมกองกำลังรถถังทั้ง 2 หน่วยนี้เป็นหัวใจของปฏิบัติการ

การย้ายฟ้าผ่าครั้งนี้ กองพันที่เป็นหัวใจในการรัฐประหารทั้ง 2 หน่วย ก็เป็นหนึ่งใน 129 รายชื่อ ดังนี้

พ.ท.โฆษิต ชินวลัญช์ ผบ.ม.พัน.4 รอ. (ตท.23) ลูกเขยของ พล.ต.ศานิต พรหมาศ (ตท.10) ผบ.พล.ม. 2 รอ. เป็น เสธ.จทบ.สระบุรี ได้ติดยศพันเอกแต่หลุดจากวงโคจรคุมกำลัง

พ.ท.เวชศักดิ์ ขันธ์อุบล ผบ.ร.1 พัน.1 รอ. (ตท.25) เป็นติดยศพันเอกที่ตำแหน่ง หน.ฝ่ายข่าว มทบ. 13 (ลพบุรี) หน่วยนี้ถือว่าเป็นกองพันหมายเลข 1 ของเหล่าทหารราบ จึงปรากฏว่าผู้ที่ถูกส่งมาแทนจะต้องเป็นคนที่ไว้วางใจจริงๆ นั่นคือ พ.ท.ปริญญ รื่นภาควุฒิ (ตท.30) ทส.ของ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งแม้จะเป็น ตท.10 แต่ก็ถูกเพื่อนร่วมรุ่นตั้งข้อหาว่า “ไม่เอาเพื่อน” และไม่อยากเข้าร่วมในปฏิบัติการ “ค้ำบัลลังก์ทักษิณ”

เห็นได้ชัดจากการพบปะพูดคุยแทบทุกครั้งที่ พล.ปตอ.นั้น แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้นี้ไม่เคยเข้าร่วม จนถูกเหน็บว่าไม่ใช่ ตท. 10 แต่เป็น ตท. 10/1

สำหรับผู้บังคับการกองพันในบังคับบัญชาของ พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต ถูกย้ายสลับในรอบนี้ถึง 4 กองพัน จากเดิมที่มีอยู่ 6 กองพัน

ผู้บังคับกองพัน (ผบ.พัน) ทั้ง 15 หน่วยใน กทม. ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นพี่รุ่นร้องไล่รุ่นกันมา ในรุ่นของ ตท. 24 - 27 จึงมักมีการพบปะสังสรรค์อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวการประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั่นเพราะว่าอำนาจทางการทหารในทางปฏิบัติที่แท้จริงอยู่ที่ ผบ.พัน ไม่ใช่นายพลที่บัญชาการกองพล คำสั่งให้เอารถถังออกนั้นอยู่ที่ ผบ.พัน

ในขณะนั้นมีข่าวทำนองว่า การโยกย้ายดังกล่าว คือ ยุทธศาสตร์ป้องกันการก่อรัฐประหารโดยขุมกำลังใต้บังคับบัญชาของ ตท.10

หาก แต่ท้ายที่สุดในค่ำคืนวันที่ 19 กันยายน กำลังที่เข้าควบคุมพื้นที่เมืองหลวงก็คือ ทหารภายใต้การบังคับบัญชาของ ผบ.พันชุดใหม่ ที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นั่นเอง[1]

กองกำลังจากกองทัพภาคที่ 3

ตอนเช้าของวันที่ 19 กันยายน พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เดินทางเข้ากรุงและเข้าพบ “ผู้ใหญ่ที่นับถือ” โดยมีวัตถุประสงค์ในการปรึกษากับผู้ใหญ่ท่านนั้นว่า “ไม่สามารถที่จะทนต่อสภาพปัญหาของบ้านเมืองได้อีกต่อไป” และขณะนี้ได้เคลื่อนกำลังพลมาเตรียมพร้อมในเขตปริมณฑลเรียบร้อยแล้ว

ผู้ใหญ่ ท่านนั้นย้ำว่า “จะใช้แค่กำลังของทัพภาค 3 ทำไม่ได้ ถ้าจะทำต้องขอความร่วมมือจากผู้นำเหล่าทัพทั้งหมด ตามชั้นยศและสายการบังคับบัญชา”

ดังนั้น พล.ท.สพรั่ง จึงรีบรุดเข้าพบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. อันเป็นช่วงจังหวะเวลาเดียวกับที่ พล.อ.สนธิ ปฏิเสธเข้าร่วมประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาล

พล.ท.สพรั่ง ได้เล่ารายละเอียดของการเตรียมการ ตลอดจนความในใจและความจำเป็นในการทำรัฐประหารโค่นล้ม “ระบอบทักษิณ” พร้อมทั้งแจ้งว่าก่อนเดินทางมานี้ได้ ตนเข้าไปหารือกับผู้ใหญ่ที่นับถือเป็นการเรียบร้อยแล้ว

เมื่อ พล.อ.สนธิ รับฟังเสร็จสิ้น จึงตัดสินใจในนาทีนั้นว่า “ต้องทำรัฐประหาร”!!

พลันที่ตัดสินใจ “กดปุ่ม” รัฐประหารในช่วงสายของวันที่ 19 กันยายน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (ผบ.ทบ.) ก็ได้สั่งการถึง พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.สุเจตต์ วัฒนสุข แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาคที่ 3 ให้เคลื่อนกำลังเข้ายึดอำนาจทันที ส่วน พล.ท.องค์กร ทองประสม แม่ทัพภาคที่ 4 ให้อยู่แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ต่อไป

เมื่อสั่งการไปแล้ว ต่อมา พล.อ.สนธิ จึงได้โทรศัพท์ถึง “ผู้ใหญ่ที่นับถือ” เพื่อรายงานสถานการณ์ให้ทราบ ซึ่งก็เห็นพ้องด้วยกับการตัดสินใจของ ผบ.ทบ.

อีก ด้านหนึ่งนั้นปรากฏว่า พล.อ.พรชัย กรานเลิศ ผช.ผบ.ทบ. และ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ได้เรียก พล.ต.พฤณท์ สุวรรณทัต ผบ.พล.1 และ พล.ต.ศานิต พรหมาศ ผบ.พล.ม.2 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ที่คุมหน่วยกำลังสำคัญในกรุงไปหารือเป็นการด่วน

จากนั้น พล.อ.พรชัย และ พล.ต.อ.จุมพล จึงได้เข้าพบกับ ผบ.ทบ. ที่บ้านพักสะพานเกษะโกมล เพื่อรับทราบสถานการณ์และท่าทีของ ผบ.ทบ.

ต่อ มา พล.อ.สนธิ ได้มีคำสั่งเรียกตัว พล.ต.ศานิต พรหมมาศ ผบ.พล. ม.2 และ พล.ต.พฤณท์ สุวรรณทัต ผบ.พล.1 เข้าพบ และแจ้งให้นายทหารทั้งสองทราบว่า ขณะนี้ได้ทำการรัฐประหารแล้ว หากกลุ่ม ตท.10 ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการครั้งนี้ ก็ให้วางเฉย อย่าได้ขัดขวางเป็นอันขาด โดยรับปากว่าจะไม่มีการคำสั่งปลดหรือโยกย้ายกลุ่ม ตท.10

เมื่อคุยกันประสาพี่น้องที่เคย “กินข้าวหม้อเดียวกันมา” อย่างไม่มีปัญหา ผบ.ทบ.จึงสั่งการให้กักตัวทั้งสองไว้ที่ บก.ทบ.ชั่วคราว

การวางกำลังในกรุงเทพมหานคร

Patavee149.png

กำหนดเป็น 3 ขั้นตอน คือ

  1. ขั้นเตรียมการ ตรวจความพร้อมสายการบังคับบัญชารวมถึงการส่งกำลังเข้าไปเตรียมการรักษาความ ปลอดภัยรวมถึงกำลังปฏิบัติการ(FORCEPROTECTIONS)
  2. ต่อต้านข่าวกรอง และเตรียมมาตรการควบคุมดูแลสถานการณ์ พร้อมเตรียมชุดนายทหารติดต่อ (นตต.) พร้อมเครื่องมือสื่อสารประจำ บก.ควบคุม
  3. ขั้นปฏิบัติการ เมื่อมีการเตรียมการเสร็จจะมีการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าควบคุม และรักษาความสงบเรียบร้อย ณ ที่หมาย บริเวณพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน

ขั้นปฏิบัติการแบ่งเป็น 2 ระลอก

ระลอกที่ 1 คือ

การปฏิบัติการของหน่วยในกรุงเทพฯกับร.31รอ.เพื่อเข้าปฏิบัติการต่อจุดศูนย์ ดุล(ทำเนียบ,ถ.พิษณุโลก,ถ.ศรีอยุธยา,ถ.ราชดำเนินนอก,ลานพระบรมรูปทรงม้า, วังปารุสกวัน, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) ควบคุมพื้นที่ต่างๆ และเข้าควบคุมพื้นที่หมายสำคัญในกรุงเทพฯ ตอนเหนือพร้อมๆ กันโดยจะใช้หน่วยปฏิบัติการ คือ ม.พัน.4 รอ. ร่วมกับ พัน. สห.11จำนวน2กองร้อยโดยมีผบ.ม.พัน.4รอ.เป็นบก.ควบคุมโดยจะมีการตั้งศูนย์ ควบคุมอยู่ในพื้นที่สวนมิสกวัน ภายในกองทัพภาคที่ 1ผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ ที่หมายถูกปิดล้อม งดใช้อาวุธ แต่ก็มีการรักษาความปลอดภัยจากกำลังปฏิบัติการ โดยมีการแสดงสัญลักษณ์ด้วยการยึดครอบครองฐานที่ตั้งของจุดศูนย์ดุล

ชุดควบคุมพื้นที่จะแยกเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ คือ C, D, H, I, J, S

พื้นที่ C จะให้ร.1พัน.2รอ.รับผิดชอบในพื้นที่ด้วยการยึดและรักษาวางกำลังตาม เส้นทางคมนาคมที่เข้าสู่จุดศูนย์ดุลรวมถึงสถานที่สำคัญทั้งระบบสาธารณูปโภค และระบบการสื่อสารรวมถึงสถานีวิทยุโทรทัศน์ผลลัพธ์ที่ต้องการคือให้เห็น ภาพลักษณ์การควบคุมการรักษาช่องว่างในการสกัดกั้นเป้าหมายผ่านเข้าออก และมีกำลังเป็นกองหนุนในการแก้ไขปัญหา

พื้นที่ D จะให้ ร.1 พัน. 1 รอ. เป็นหน่วยรับผิดชอบด้วยการยึด และการวางกำลัง เพื่อรับผิดชอบเขตพระราชฐาน ตามที่หน่วย ร.1 รอ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามอบหมายในการควบคุม รปภ. สถานที่สำคัญ รวมถึงสถานีวิทยุ และโทรทัศน์ ส่วนผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ ต้องการรักษาเกียรติของสถานที่ และดูแลความความปลอดภัยจากกลุ่มไม่ทราบฝ่ายตอบโต้

พื้นที่ H, I, J จะมีหน่วยรับผิดชอบ คือ ร.11 พัน. 1, ร.11 พัน. 2 และ พัน. ร.มทบ.11 จะรับผิดชอบด้วยการยึด รักษา วางกำลัง และแสดงกำลัง จะดูแลในพื้นที่ประทับ วัง และที่ประทับต่างๆ รวมถึงเส้นทางที่เข้าสู่จุดศูนย์ดุล และดูแลสถานที่สำคัญ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ พื้นที่สาธารณะทั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ,สนามม้านางเลิ้ง และบ้านพิษณุโลก ซึ่งผลที่ต้องการเช่นเดียวกับพื้นที่ C

พื้นที่ S จะมีหน่วยรับผิดชอบ คือ ร. 31 รอ. เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการวางกำลัง โดยหน่วยกำลังอากาศโยธิน ตามเส้นทางที่เข้าสู่พื้นที่ตอนใน รวมถึงการดูแลสถานที่สถานีโทรทัศน์ และวิทยุ ผลที่ต้องการ คือ ความปลอดภัยจากการตอบโต้ของกองกำลัง และเพื่อควบคุมสกัดกั้นเป้าหมายผ่านเข้าออก รวมถึงเป็นการออมกำลังเพื่อเป็นกองหนุน พร้อมสนับสนุนกำลังเพิ่มเติมจากพื้นที่ D จำนวน 1 กองพัน สำหรับการควบคุมพื้นที่เป้าหมายบริเวณกรุงเทพฯ ตอนเหนือจะให้ พล.ปตอ. และหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบก มีการวางกำลังสกัดกั้น และควบคุมพื้นที่ บก.สส. ,กสช. และสถานที่สำคัญของระบบสาธารณูปโภค การสื่อสาร และสถานีไทยคมส่วนสะพานพระราม 7 พล.ปตอ. และพัน.1 รอ. จะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบตามเส้นทางดังกล่าว โดยมีกำลัง ม.พัน.3 รอ. เข้าไปช่วยเสริม ผลที่ต้องการ คือ ความปลอดภัยจากกำลังตอบโต้ และมีการออมกำลังเป็นกองหนุนเพื่อเตรียมสนับสนุนกำลังเพิ่มเติมอีก 1 กองพัน

ระลอกสอง

จะเป็นการปฏิบัติการของหน่วยนอกพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมีการเตรียมกำลังจาก พล.9 และ พล.2 รอ. เพื่อเข้ามาควบคุมเส้นทางคมนาคมสำคัญๆ และ รปภ.เป้าหมายที่สำคัญในเรื่องสาธารณูปโภค และการสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ C, D และในพื้นที่ F และ G และ H, I, J, K, L ซึ่งจะดูแลฝั่งตะวันตก โดยในพื้นที่ A, B, E จะมีหน่วยรับผิดชอบ คือ 3 พัน.ร. จาก พล.ร.9 ในพื้นที่พุทธมณฑลจะใช้ 2 พัน.ร. จาก พล.ร.9 และพื้นที่ที่แสดงกำลังฝั่งตะวันตกจะใช้ 2 พัน.ร.จาก พล.ร.9 ดูแลบริเวณสนามหลวง ถ.พระอาทิตย์ ถ.ราชดำเนินกลาง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทยพื้นที่ฝั่งตะวันออก ใช้กำลังทั้งหมด 9 กองพัน ดูแลในพื้นที่ F, G, K, L จะใช้ 4 พัน จาก พล.ร.2 รอ. พื้นที่ควบคุมฝั่งตะวันออกใช้ 2 พัน จาก พล.ร.2รอ. ดูแลเส้นทางรังสิต-องครักษ์, มอเตอร์เวย์ และบางนา-สุวรรณภูมิ พื้นที่ที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติม คือ H, I, J โดยใช้กำลัง 3 พัน. จาก พล. ร 2 รอ. เพื่อเตรียมรับมอบพื้นที่เมื่อมีคำสั่งจากหน่วยเหนือทันที ผลที่ต้องการ คือ ดูแลความปลอดภัยจากกองกำลังตอบโต้ รวมถึงกำลังกองหนุนในการแก้ไขปัญหา เฝ้าระวัง และคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่รอบนอก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังเพิ่มเติมใน ระลอกที่สาม

โดยใช้กำลังจาก กองทัพภาคที่ 2, กองทัพภาคที่ 3 และ หน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบกเพื่อเข้าวางกำลังเสริม และควบคุมพื้นที่ และเป็นกองหนุนบริเวณพื้นที่ S โดยในพื้นที่ดังกล่าวจะมี กองทัพภาคที่ 2 เข้าไปดูแลในพื้นที่ โดยใช้กำลัง จาก ร.11 รอ. สำหรับผลที่ต้องการ คือ รับมอบพื้นที่ S จาก ร.31 รอ. ส่วนพื้นที่ A ,B จะกำลังใช้กำลังจาก กองทัพภาคที่ 3 ดูแลในพื้นที่เมืองทองธานี ส่วนผลที่ต้องการ คือ รับผิดชอบพื้นที่ A, B จาก พล.ร. 9[2]

การต่อต้านรัฐประหาร

สำหรับความเคลื่อนไหวในซีกรัฐบาลนั้น เมื่อรู้ว่าเกิดการรัฐประหารแน่ชัดแล้ว พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ และรัฐมนตรีอีกหลายคน ได้ไปตั้งมั่นอยู่ที่ กองบัญชาการทหารสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ ร่วมกับ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. เพื่อติดตามสถานการณ์และรอคำบัญชาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะตัดสินตอบโต้ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินข้ามโลก

การควบคุมสื่อ

ในการรัฐประหารทุกครั้ง ปฏิบัติการแรกเริ่มที่สำคัญยิ่งก็คือ การยึดกุม “สื่อ” ยุคสมัยเปลี่ยนไป ปฏิบัติการการยืด ”สื่อ” ในการรัฐประหาร ย่อมปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่มี “กรมประชาสัมพันธ์” และสถานีโทรทัศน์เป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จนั้น ปัจจุบันหาได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากสื่อมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้นตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

การ รัฐประหารครั้งนี้จึงจำต้องปฏิบัติการยืดสื่ออย่างเต็มรูปแบบ และเป็นขั้นเป็นตอนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่สถานีดาวเทียมไทยคม ที่ควบคุมระบบการสื่อสารทั้งหมดไปจนถึงฟรีทีวี อินเตอร์เน็ต เคเบิลทีวี และปิดท้ายด้วยการขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ ทุกก้าวย่างของปฏิบัติการครั้งนี้ล้วนผ่านการวางแผนมาอย่างรัดกุมและรอบคอบ

เริ่มต้น ที่สื่อซึ่งเป็นหัวใจแห่งความมั่นคง คือ สถานีดาวเทียมไทยคม บริเวณสี่แยกแคราย ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีศักยภาพทางเทคโนโลยีที่อาจกล่าวได้ว่า สามารถควบคุมระบบการสื่อสารทั้งหมดในประเทศ

ปฏิบัติการยึด “ไทยคม” เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น.โดยรถยีเอ็มซีจำนวน 4 คันที่มีกำลังทหารประมาณ 60 คน จาก ปตอ.พัน 6 เข้ายึดสถานีไทยคมและตรึงกำลังอย่างเข้มงวด

ก้าวต่อไปก็คือ ฟรีทีวี ประกอบด้วยช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และไอทีวี โดยผู้บริหารระดับสูงของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 มีคำสั่งให้ฝ่ายข่าวและฝ่ายถ่ายทอดสด กลับเข้าไปสถานีภายในเวลา 22.00 น.และคำสั่งเดียวกันนี้ยังส่งไปถึงสถานีวิทยุสังกัดกองทัพบกอีก 126 สถานี เพื่อให้รอการถ่ายทอดสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5

เวลา 22.000 น. มีคำสั่งให้โทรทัศน์ทุกช่องเตรียมพร้อมให้ถ่ายทอดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยห้ามมิให้มีรายการอื่นใดเข้าแทรก พร้อมทั้งสั่งกำลังพลทุกหน่วยพร้อม ณ ที่ตั้งเข้ายึดสถานีโทรทัศน์

คำสั่งนี้ส่งผลให้สื่อมวลชนในส่วน สถานีโทรทัศน์ ที่ยังคงมีรายการปกติของแต่ละช่องในช่วงเย็นได้ยกเลิกรายการปกติ และเปิดเพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทน

จุดนี้ถือ ว่านอกจากสร้างความฉงนให้เกิดขึ้นกับประชาชนที่กำลังรับชมทีวีอยู่ตามปกติ ยังกระตุ้นให้ผู้คนอีกจำนวนมากกระวีกระวาดเปิดเครื่องรับข่าวสารอีกทางหนึ่ง ด้วย

ขณะนั้นมีเพียงช่อง 9 ที่ให้มีการถ่ายทอดเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็เพียงไม่กี่นาทีสัญญาณภาพก็ดับวูบไป ส่งผลให้สถานีวิทยุเครือข่าย อสมท.ทั้งหมดถูกยกเลิกสัญญาณด้วยเช่นกัน ส่วน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ถูกกำลังทหารเข้าควบคุมตัวโดยทันที

จาก ”หน้าจอ” หันไปทาง “หน้าปัด” ข่าวสารก็มิได้แตกต่างไปจากกันทุกสถานีเปิดเพลงเทิดพระเกียรติอย่างต่อ เนื่องยาวนาน จะมีก็เพียงสื่อต่างประเทศ อาทิ CNN, BBC เท่านั้นที่ยังคงถ่ายทอดข่าว Breakings news ให้เห็นถึงสถานการณ์บนท้องถนนของกรุงเทพฯที่เต็มไปด้วยรถถัง ทหาร และบรรดายวดยานของประชาชนที่สัญจรไปมา ปิดกระบอกเสียง ทรท.

นอกจาก นี้ทหารกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์ รีพอร์ตเตอร์ ของ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ย่านอาร์ซีเอ ถนนพระราม 9 ซึ่งเป็นสื่อที่เสนอข่าวสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จากนั้นเว็บไซต์ รีพอร์ตเตอร์ (www.reporter.co.th) ก็ถูกปิด และมีการตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม MV1 ที่มีรายการ “สนทนาปัญหาบ้านเมือง” ของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเช่นกัน ก่อนหน้านี้ไม่นานเว็บไซต์ “รีพอร์ตเตอร์” ถูกวิพากวิจารณ์จากองค์กรวิชาชีพสื่อว่าเป็น “สื่อเทียม” เพราะได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก “นายหญิง”

ขณะเดียวกันกับที่เว็บ ไซต์ต่างๆ ที่สื่อสารกันและมีกระทู้เปิดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองอย่าง เผ็ดร้อน อาทิ เว็บไซต์ผู้จัดการ, พันทิพ ฯลฯ เริ่มถูกบล็อกจนในที่สุดไม่สามารถใช้งานได้ ปิดท้ายด้วยการปิดเคเบิลทีวี อย่าง ยูบีซี และทีวีทางเลือกอย่าง ASTV และ เนชั่นแชนแนล ซึ่งส่งผลให้การรายงานข่าวของสถานีข่าวต่างประเทศอย่าง CNN และ BBC ถูกปิดไปด้วยชั่วขณะ

23.00 น.ทุกสื่อก็ถูกควบคุมและเชื่อมต่อสัญญาณการถ่ายทอดจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ด้วยแถลงการณ์คณะปฏิรูปฯ ว่าเกิดอะไรขึ้น

การ ยึดและควบคุมสื่อโดยเบ็ดเสร็จถูกตอกย้ำด้วยแถลงการณ์ฉบับที่ 10 ว่าด้วยการขอความร่วมมือในการเสนอข่าวในช่วงเช้าของวันที่ 20 กันยายน และคำสั่งฉบับที่ 5 เรื่องให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารระบบเทคโนโลยี เพื่อ “ควบคุมยับยั้งสกัดกั้นและทำลายการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในระบบสารสนเทศ ผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสารทั้งปวง ที่มีบทความ ข้อความ คำพูด หรืออื่นใด อันอาจจะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

จากคำสั่งนี้เอง ส่งผลให้เว็บไซต์ดังทั้งหลาย ปฏิบัติตามด้วยการงดตั้งกระทู้และความเห็นเกี่ยวกับการเมือง (ชั่วคราว) เช่น เป็นต้น

สิ่ง ที่แปลกออกไปในปฏิบัติการยืดสื่อครั้งนี้ก็คือ การให้ ทวินันท์ คงคราญ หัวหน้าประชาสัมพันธ์อดีตนางงาม ทำหน้าที่โฆษก ถือเป็นโฆษกหญิงของฝ่ายยึดอำนาจคนแรกในประวัติศาสตร์ไทย ท่าทีเช่นนี้คือสีสันบ่งชี้ว่า เจตนาเพื่อลดดีกรีความร้อนแรงของสถานการณ์

มิหนำซ้ำเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากการรัฐประหาร ประชาชนก็ได้ดูรายการที่มีสาระและไม่มีสาระจากทุกสถานีตามปกติสุข[3]

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ลับสุดยอด! ปฐพี149 ผ่าแผนโค่นทักษิณ!! (3) แกะรอยยุทธการหักเขี้ยว ตท.10 - แฉนาทีกดปุ่มรัฐประหาร!!
  2. คมชัดลึก : ปฐพี 149 รหัส "รัฐประหาร"
  3. ลับสุดยอด! ปฐพี149 ผ่าแผนโค่นทักษิณ!! (4) แกะรอยนาทีต่อนาทีก่อน-หลังรัฐประหาร