สนธิ ลิ้มทองกุล

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
Sondhi lim.jpg

สนธิ ลิ้มทองกุล มีประวัติความเป็นมาที่หลากหลาย และน่าตื่นตาตื่นใจ

มีชื่อเล่นว่า "โต" ในวัยเด็กสมัยเรียนได้คะแนน 49.5% แต่ผ่านชั้นเนื่องจากเป็นนักกีฬารักบี้ของโรงเรียน ทำให้รองอธิการฯ ไปคุยกับอธิการให้ช่วยปัดเศษเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทำให้เขาจบชั้นม.7 จากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา แต่ภายหลังจบ ม.8 ด้วยคะแนนติดบอร์ดจากโรงเรียนอำนวยศิลป์

เนื่องจากไม่ต้องการเป็นหมอจึงหลอกบิดาว่าสอบข้อเขียนได้ แต่ตกสัมภาษณ์ (ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ยอมไปสอบสัมภาษณ์) ในที่สุดบิดาเลยส่งไปเรียนต่อที่เมืองจีน แต่ด้วยความที่บิดาเป็น ก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นศัตรูกับรัฐบาลจีน จึงถูกส่งไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยไถ่ต้า ของไต้หวัน

จากนั้นเขาได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส (UCLA) และศึกษาต่อปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต เมืองโลแกน รัฐยูทาห์ (ภายหลังเขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์ตวิคก์ เมืองโอนีโอนตา รัฐนิวยอร์ก)

เมื่อเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2517 สนธิ ในวัย 27 ปี เริ่มทำงานกับบริษัทแอซโซซิเอทเต็ด คอมมิวนิเคชั่น (ACC) เป็นบริษัทโฆษณาของคนไทยที่กำลังเติบโต ในตำแหน่ง AE ที่เงินเดือน 8,500 บาท

หลังจากนั้นได้ช่วยงานหาเสียงให้กับ ดำรง ลัทธพิพัฒน์ โดยผ่านทาง ณรงค์ เกตุทัต พี่ชายของ สมศรี ลัทธพิพัฒน์ (ที่เป็นภรรยาของดำรง) และภายหลังเข้าไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ของณรงค์

ต่อมาแต่งงานกับ จันทร์ทิพย์ ลิ้มทองกุล และมีลูกชายคนเดียวคือ จิตตนาถ ลิ้มทองกุล ในช่วงปี 2518 และช่วงนั้นเองเขาก็ได้ลาออกจากหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย

ในสมัยนั้นเองเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยถือเป็นหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย (ต่อมาพยายามเปลี่ยนเป็นแนวขวา เพื่อหลีกเลี่ยงการคุกคามของรัฐบาล -- สนธิเล่าว่า ณรงค์พาเขาไปพบกับ พลตรี สุดสาย หัสดิน ผู้นำกลุ่มกระทิงแดง เพื่อทำความรู้จัก และไม่ให้กลุ่มกระทิงแดงเข้าเผาสำนักงาน สนธิเล่าในหนังสือของเขาว่าเขาเห็นนายตำรวจ-ทหารระดับสัญญาบัตร วิ่งเข้าออกจากบ้านสุดสายไม่ขาด) จากการทำงานหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย ทำให้เขาได้ทำความรู้จักกับนักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าเป็นจำนวนมากเช่น จันทรา ชัยนาม เจ้าของนามปากกาขุนทอง, สุวัฒน์ ทองธนากุล, เธียรชัย ลาภานันต์, อนุพันธ์ สินาคม, ประสพสุข ภุชงค์เจริญ, เสถียร จันทิมาธร และ ไพบูลย์ สุขเมฆ รวมถึง สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งต่อมาได้ทำงานในลักษณะที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการหนังสือเล่มในขณะนั้น (pocket book) โดยแบ่งจ่ายค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซนต์ที่แน่นอน (10%) ให้กับผู้เขียน หนังสือเล่มที่ขายดีที่สุดคือ "สิ้นชาติ"

ต่อมาด้วยการสนับสนุนของ พร สิทธิอำนวย ผู้อำนวยการของกลุ่ม PSA (พร เป็นมือขวาของ บุญชู โรจนเสถียร )ทำให้เขาได้ก่อตั้งกิจการ แอ็ดวานซ์ มีเดีย กรุ๊ป และเขายังได้บุกเบิกนิตยสาร ดิฉัน ซึ่งเป็นการบุกเบิกหนังสือสำหรับผู้หญิงแนวใหม่อีกด้วย

หลังจากหมดยุคของ พร สิทธิอำนวย และ PSA เขาได้บุกเบิกวารสารผู้จัดการรายเดือน โดยทำทุกอย่างเพียงคนเดียวตั้งแต่เขียน และหาโฆษณา หลังจากนั้นกิจการของเขาก็ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งได้ออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในปี 2530 ในที่สุด


Contents

พฤษภาทมิฬ และการผงาดขึ้นของกลุ่มผู้จัดการ

ตีประชาธิปัตย์

ในช่วง 2540 หลังจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ ส่งผลให้กลุ่ม MGR ของสนธิ แทบล่มสลาย สนธิได้ตัดสินใจกลับมาปักหลักกับธุรกิจหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเริ่มเขียนบทความภายใต้ชื่อ พายัพ วนาสุวรรณ เพื่อโจมตี ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ และรัฐบาล ชวน หลีกภัย ในข้อหาขายชาติ

ภายหลังที่รัฐบาลชวน ยุบสภาและพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร เขาถือเป็นแนวร่วมกับทักษิณ โดยไม่ได้ตั้งใจ สนธิแนะนำคนใกล้ชิดตัวเขาหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ทนง พิทยะ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, พันศักดิ์ วิญญรัตน์, ศ. ชัยอนันต์ สมุทวานิช ตลอดจนพันธมิตรทั้งในทางการเมืองและธุรกิจ ให้เข้าร่วมงานกับ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

ในสมัยนั้น สนธิยังคงมองและชื่นชม ทักษิณ ชินวัตร ว่า

 "เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา"[1]

เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร

จุดเริ่มต้นของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 ในขณะนั้น รุ่นน้องของสนธิ ได้เข้าไปทำรายการชื่อ "เมืองไทยรายวัน" ณ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยนำเสนอเป็นรายการความรู้ ข่าวสาร และปกิณกะ อยู่ จนกระทั่งเกิดปัญหาทางด้านการเงิน ค้างชำระกับทาง ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จนในที่สุดรายการก็ถูกถอดออก และรวมเวลาทั้งหมดไปออกอากาศในวันศุกร์แทน ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองไทยรายสัปดาห์" เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2546 แต่ก็ยังคงนำเสนอเนื้อหาเดิมแบบเมืองไทยรายวัน จนกระทั่งทาง อสมท. ได้ปรับผังใหม่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 สนธิ ลงมาเป็นผู้ดำเนินรายการเอง ร่วมกับ พิธีกรสาว นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์

ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2548 หลังจากที่ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ระงับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และถูกฟ้องร้องโดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นทักษิณ ชินวัตร ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา เป็นจำนวนเงินรวม 2,000 ล้านบาท ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท และดูหมิ่น สนธิได้จัดรายการของตนเองขึ้นมาใหม่ ในชื่อว่า เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร โดยจัดเป็นเวทีนอกสถานที่ ณ หอประชุมเล็ก และ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ลุมพินีสถาน เวทีลีลาศ สวนลุมพินี ทุกคืนวันศุกร์ โดยเนื้อหาของรายการเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการกล่าวถึงการคอรัปชันของนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และเครือญาติมิตร เพียงอย่างเดียว ภายใต้สโลแกน "เราจะสู้เพื่อในหลวง" "ถวายคืนพระราชอำนาจ" และ "ขอเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน" ทำให้มีผู้สนใจเข้าชมรายการเป็นจำนวนมาก[1] ในขณะเดียวกัน สนธิก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงการกล่าวอ้างอิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย เพื่อให้รายการของตนเองมีผู้ชมเข้าชมเป็นจำนวนมาก และหวังผลในด้านอื่นๆ ด้วย

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ได้มีเก็บข้อมูลบทสนทนาในรายการที่ผ่านมาทั้งหมด รวมทั้งเสียงบันทึกรายการ ด้วยระบบออนไลน์ รวบรวมไว้ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทำให้ผู้คนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้นประมาณเกือบสองเท่า จากประมาณ 80,000 เป็น 150,000 คนต่อวัีน[2] นอกจากนี้ ได้มีการแจกฟรีซีดีบันทึกเสียงจากรายการที่ผ่านมา ให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่บริเวณหน้าวัดพระแก้วและบริเวณต่างๆ ในเกาะรัตนโกสินทร์ และจัดจำหน่ายวีซีดีบันทึกภาพงาน และเสื้อเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร


การวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณ

ปลายปี พ.ศ. 2548 ทักษิณได้ฟ้องร้องต่อนาย สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการร่วม เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และพวก เป็นจำนวนเงินสูงถึง 2,000 ล้านบาทและตามมาด้วยคดีอาญามากมาย เพื่อให้หยุดการกล่าวหาเกี่ยวกับ "ปฏิญญาฟินแลนด์" โดยจุดนี้ทำให้ดัชนีเสรีภาพสื่อทั่วโลก (World Press Freedom) ที่จัดอันดับโดย องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ตกลงจากอันดับ 59 ไปที่อันดับ 107

นักวิจารณ์หลายคนให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายสนธิ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลประโยชน์ของประชาชน โดยอ้างว่ากำลังต่อสู้กับระบอบทักษิณ อย่างไรก็ตามบางท่านกล่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัว อีกทั้งข้อกล่าวหานายกทักษิณของนายสนธินั้น ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากคนบางกลุ่มว่าเกิดจากอคติส่วนตัว และบางข้อกล่าวหามีเหตุผลที่ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ แต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ทาง พต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า พรรคไทยรักไทย ได้ดำเนินการสั่งให้ทนาย คือ นายธนา เบญจาธิกุล ไปที่ศาลอาญาและศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ดำเนินการถอนฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวกทั้งหมด และทางนายสนธิเองก็มิได้ฟ้องกลับแต่อย่างใด การวิพากษ์วิจารณ์เกือบจะเป็นปัญหาบานปลายเมื่อ วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 ได้มีการประท้วงคัดค้านจนไปสู่การบุกทำเนียบรัฐบาล

ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2549 นายสนธิได้เดินทางไปเมืองกุ้ยหลิน ประเทศจีน โดยกล่าวว่าจะไปพักผ่อน และจะกลับในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อถึงวันต่อมา นายสนธิมิได้กลับมา จึงเป็นโอกาสให้สมาชิกพรรคไทยรักไทยโจมตีนายสนธิว่าหนีออกนอกประเทศ แต่ได้กลับมาในวันที่ 2 เมษายน โดยบอกว่าหาเครื่องบินกลับไม่ได้ จึงได้เดินทางไปขึ้นเครื่องต่อที่ฮ่องกง จึงมีเที่ยวบินกลับเมืองไทย

การลอบสังหารสนธิ

เมื่อวันที่ นายสนธิ ถูกลอบสังหาร แต่รอดตายมาได้โดยมีการผ่าตัดกะโหลกศีรษะ เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า

“ทีมที่มาลอบฆ่าผมนั้นมีทั้งหมด 14 คน เป็นทหาร 13 คน กับตำรวจอีก 1 คน โดยนายพลท่านหนึ่งได้เป็นคนสั่งให้ดีเอสไอกับทหารมาเก็บผม โดยเป็นทหารป่าหวาย ร่วมกับตำรวจในดีเอสไอ ผมรู้ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่าผม แต่ก็ไม่ได้ติดใจในเรื่องนี้แล้ว โดยทหารเป็นทหารหน่วยเฉพาะกิจ ฉก.90 ซึ่งสื่อมวลชนไปค้นได้ว่าใครเป็นคนมีอำนาจสามารถสั่งหน่วยและใครบ้างขึ้นตรง ต่อหน่วย ฉก.90 ซึ่งคนที่สั่งฆ่าผมนั้น เป็นทั้งคนกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มอำนาจใหม่ผสมกัน ซึ่งผมก็รู้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติของคนที่อยู่เมืองนอกยังมีความ สนิทชิดเชื้อกับคนในกรมสอบสวนคดีพิเศษอีกด้วย” [2]

อ้างอิง

  1. รู้จัก นายกฯทักษิณ ผ่านมุมมอง สนธิ ลิ้มทองกุล, 27 กันยายน 2546
  2. ปูม 'ฉก.90' จริงหรือ..กองปฏิบัติการพิเศษ 'สังหารสนธิ'?

ข้อมูลเพิ่มเติม