เขาพระวิหาร

From Thailand Political Base

Jump to: navigation, search
Preahvihear.jpg

ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นปราสาทหินอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในจังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชาติดชายแดนไทย ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร นับเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู ประวัติศาสตร์การเรียกร้องเขาพระวิหาร และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาด้วย

Contents

ประวัติ

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือปราสาทพระวิหาร ประกอบด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมาก ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ เทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกสร้างขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้นเมื่อนครหลวงของอาณาจักรขอมอยู่ใกล้ เมื่ออยู่ที่นครวัด นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบบางประการในรูปแบบศิลปะของปราสาทบันทายศรี แต่โครงสร้างส่วนใหญ่ของปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ สุริยวรมันที่ 2 ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 12 ตามลำดับ

ผู้ค้นพบปราสาทพระวิหารในสมัยปัจจุบันคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน ได้ให้ไทยเขียนแผนที่พรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งในแผนที่นั้นปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2450 ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว และระบุให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องของแผนที่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 ไทยชนะฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เรียกร้องดินแดนที่เสียไปคืนจากฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้ตกลงคืนไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ และพระตะบองให้กับไทย ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และต่อมาญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ประเทศไทยต้องปรับสถานะตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้สงครามตามญี่ปุ่น จึงตกลงคืนปราสาทพระวิหารให้ฝรั่งเศส ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ฝรั่งเศสแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู ต้องถอนทหารออกจากอินโดจีน ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราช และไทยได้ส่งทหารเข้าไปรักษาการบริเวณปราสาทพระวิหารอีกครั้ง

คำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

Siam nikorn preah vihear.JPG

ภายหลังกัมพูชาได้รับเอกราช เจ้านโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาสละราชสมบัติเข้าสู่การเมือง ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร และไทยไม่ยอมรับ เจ้านโรดมประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 และในปีต่อมา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502 เจ้านโรดมสีหนุได้ฟ้องร้องต่อ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลโลก ให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยต่อสู้คดีโดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะรวม 13 คน เป็นทนายฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน เนติบัณฑิตแห่งศาลสูงสุด อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้าคณะ กับพวกอีกรวม 9 คน

คำวินิจฉัยของศาลโลก

1. ศาลโลกได้มีวินิจฉัยโดยอ้างอิงว่า ไทยได้ยอมรับ เขตแดนระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่กลับเข้าสู่สถานภาพก่อน ค.ศ. 1941 จากความตกลงระงับกรณี ค.ศ. 1946 ( settlement agreement between france and siam. signed at washington, on 17 november 1946 )

Thailand having temporarily come into possession of certain parts of Cambodia, including Preah Vihear, in 1941, the Ministry of Information of Thailand published a work entitled "Thailand during national reconstruction" in which it was stated in relation to Preah Vihear that it had now been "retaken" for Thailand. This has been represented by Thailand as being an error on the part of a minor official. Severtheless, similar language, suggesting that Thailand had been in possession of Preah Vihear only since about 1940, was used by representatives of Thailand in the territorial negotiations that took place between Thailand and Cambodia at Bangkok in 1958.
After the war, by a Settlement ,agreement of November 1946 with France, Thailand accepted a reversion to the status quo ante 1941. [1]
เมื่อประเทศไทยได้ดินแดนบางส่วนของกัมพูชารวมทั้งพระวิหารมาอยู่ในความครอบครองเป็นการชั่วคราว ใน ค.ศ. 1941 กรมโฆษณาการของประเทศไทยได้จัดพิมพ์หนังสือขึ้นเล่มหนึ่งให้ชื่อว่า "ไทยในสมัยสร้างชาติ" ซึ่งมีข้อความที่ได้แสดงไว้เกี่ยวกับพระวิหารว่า บัดนี้พระวิหารได้ "กลับคืนมา" เป็นของไทยอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้ประเทศไทยอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาปัญหาดินแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่กรุงเทพฯ ใน ค.ศ. 1958 ผู้แทนประเทศไทยได้ใช้ถ้อยคำที่คล้ายคลึงกันนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเพิ่งจะได้ครอบครองพระวิหารเมื่อประมาณ ค.ศ. 1940
ภายหลังสงครามโดยความตกลงระงับกรณี ค.ศ. 1946 ประเทศไทยได้ยอมรับการกลับเข้าสู่สถานภาพที่เป็นอยู่ก่อน ค.ศ. 1941 นั้น[2]  

2. การปรากฎตัวของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในการเยี่ยมชมพระวิหารใน ค.ศ. 1930 แสดงถึงการยอมรับโดยปริยายจากฝ่ายสยามในอธิปไตยของกัมพูชา (ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส) เหนือพระวิหาร

 In this connection, much the most significant episode consisted of the visit paid to the Temple in 1930 by Prince Damrong, formerly Minister of the Interior, and at this time President of the Royal Institute of Siam, charged with duties in connection with the National Library and with archaeological monuments. The visit was part of an archaeological tour made by the Prince with the permission of the King of Siam, and it clearly had a quasi-official character. When the Prince arrived at Preah Vihear, he was officially received there by the French Resident for the adjoining Cambodian province, on behalf of the Resident Superior, with the French flag flying.[3]
 ในเรื่องนี้เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดประกอบด้วยการเสด็จไปเยี่ยมพระวิหารใน ค.ศ. 1930 ของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ อดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และในขณะนั้นทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศสยาม และทรงรับหน้าที่เกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติและโบราณสถาน การเสด็จไปเยี่ยมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปสำรวจโบราณสถาน โดยพระบรมราชานุญาตของพระมหากษัตริย์สยาม และเห็นได้ชัดว่ามีลักษณะกึ่งราชการ เมื่อเสด็จในกรมฯ เสด็จถึงพระวิหารทรงได้รับการต้อนรับเป็นทางการจากข้าหลวงฝรั่งเศสของจังหวัดกัมพูชาที่ติดต่อกับชายแดนในนามของข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส โดยมีธงฝรั่งเศสชักไว้[4] 

ด้วยข้อเท็จจริงทั้งสองกรณี โดยที่ข้อโต้แย้งของฝ่ายไทยฟังไม่ขึ้นแล้ว กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3[5] (ดู เอกสารเต็ม ) แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ ปราสาทหินแห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2535 แต่ปีต่อมาก็ถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง จากนั้นก็เปิดอีกครั้งจากฝั่งประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 และเมื่อ พ.ศ. 2546 กัมพูชาก็ได้ตัดถนนเข้าไปจนสำเร็จสมบูรณ์หลังจากรอคอยเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีการห้ามเข้าอยู่เป็นระยะโดยมิได้กำหนดล่วงหน้า

ปฏิกิริยาของคนไทยต่อคำตัดสินของศาลโลก

Prachatipatai preah vihear.JPG
  • ในหลวงรับสั่งให้ รัฐบาล "คิดให้รอบคอบ ใจเย็นๆ"
  • หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นคัดค้านและโกรธแค้นที่ถูกตัดสินให้แพ้คดี
  • กองทัพมีท่าทีแข็งกร้าวในระยะแรก
  • มีการเดินขบวนของประชาชนเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลก


ช่วงสงครามเย็นและการแทรกแซงของไทยต่อกัมพูชา

  • กรณีเขมรแดง

การยื่นเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลก

ในเวลาต่อมากัมพูชาเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2550 แต่ไทยกับกัมพูชามีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งฝ่ายไทยกล่าวว่าควรแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่เขตแดนทับซ้อนรอบปราสาทก่อนแล้วจึงค่อยเสนอ [6] จนกระทั่งใกล้ถึงการประชุมสมัยที่ 32 ที่แคนาดา ในปีถัดมา ก็ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน [7] และถ้าหากเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยอ้างอิงจากแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำ จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนถอยร่นเข้ามาประมาณ 7.2 ตารางกิโลเมตร [8]

แผนที่ส่วนขัดแย้ง

แผนที่แนบท้ายคำขอยูเนสโก (ก่อนเจรจา)

Preah viharn cambodia propose.jpg
  • แผนที่แนบท้ายคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาเมื่อปี 2549 ซึ่งขึ้นทะเบียนทั้งส่วนที่ 1 และ 2 โดยมีพื้นที่ทับซ้อนกับแนวเขตแดนของไทย (สีม่วง) ประมาณ 4.6 ตร.กม.

แผนที่แนบท้ายคำขอยูเนสโก (หลังเจรจา)

Preah viharn cambodia propose new.jpg
  • แผนผังแนบท้ายคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่ฝ่ายกัมพูชาแก้ไขใหม่โดยขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท (1) ในพื้นที่ของกัมพูชา (สีเขียว) โดยไม่ล้ำเข้ามาในแนวพื้นที่ทับซ้อน (2)

ประเด็นความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน

Preah vihear border.jpg
finds in consequence,
by nine votes to three,
that Thailand is under an obligation to withdraw any military or police forces, or other guards or keepers, stationed by her at the Temple, or in its vicinity  on Cambodian territory;[9]
 ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ 
 ศาล โดยลงคะแนนเสียงเก้าต่อสาม 
 ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา[10]

ศาลโลกได้ระบุว่า "ปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา" และ "ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา" ไทยจึงต้องตีความคำพิพากษาของศาลโลกคำว่า "ในบริเวณใกล้เคียง" ตามความเห็นของตัวเอง เพื่อจะมอบดินแดนส่วนนั้นให้กัมพูชา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ หลังจากการประชุมหลายครั้ง กระทรวงมหาดไทยก็กำหนดอาณาเขตที่จะคืนดินแดนให้กัมพูชา โดยเริ่มจากด้านตะวันออกจากจุดใต้ช่องบันไดหักลงมา 20 เมตร แล้วเล็งเป็นเส้นตรงไปทางตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อยจนถึงบันไดนาค ห่างขั้นบันไดขั้นแรกลงมา 20 เมตร และจากจุดกึ่งกลางของบันไดนาค เล็งไปทางด้านตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อย แล้วลากตรงขึ้นไปจนจดหน้าผา ให้ห่างตัวปราสาท 100 เมตร เป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู ซึ่งรวมเนื้อที่แล้วไม่เกิน 150 ไร่ เป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทและบริเวณใกล้เคียงตามคำพิพากษาของศาลโลก

Cabinet order 2505.jpg
  1. การล้อมคอกปราสาทตามมติ ครม. เมื่อเดือน กรกฎาคม 2505 เป็นการกำหนดเขตแดนใหม่หรือไม่ กฎหมายระบุว่ามติครม. ไม่สามารถกำหนดดินแดน, แต่ถ้าคำนึงถึงบริบทของการเมืองในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งมีลักษณะเผด็จการ --กฎหมายจะมีข้อผูกพันเพียงใด, และเป็นมติครม. หรือเป็นการปฏิบัติของรัฐไทยตามคำผูกพันของศาลโลก (กระทรวงมหาดไทย?)
    1. ถ้ายึดในข้อนี้การนำเสนอของกัมพูชาในแผนผังฉบับใหม่ที่กำหนดพื้นที่ล้อมรอบตัวปราสาท ห่างออกมาราว 30 เมตร ก็จะถูกตีความว่าเสียดินแดนไปแล้ว , แต่ครม. ยึดว่าอย่างไรก็เป็นพื้นที่ใน บริเวณล้อมคอก ซึ่งเป็นของกัมพูชา
  2. การออกแถลงการร่วม (joint communique) ถือว่าเป็นการยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นดินแดนของกัมพูชาหรือไม่ และจะเป็นการสละสิทธิ์การต่อสู้ในอนาคตหรือไม่ (แล้วการถอนกำลังออก และการที่มีกำลังทหารกัมพูชารักษาการณ์คือการยอมรับหรือไม่? ดูเพิ่มข้อ 4 (ธรรมนูญศาลโลกมาตรา 60)
  3. พื้นที่ทับซ้อน (dispute area) ที่เกิดจากแนวเขตแดนที่ถูกจัดทำขึ้นจากฝ่ายฝรั่งเศส ซึ่งกัมพูชาใช้อ้างอิง และแผนที่ที่ฝ่ายไทยใช้อ้างอิงตามแนวสันปันน้ำ (L7017) (1:50,000) ยังไม่ได้มีการเจรจา ตอนนี้มีชาวบ้านกัมพูชาเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนตั้งแต่ปี 2543
  4. ไทยยังมีสิทธิ์ที่จะเรียกคืนปราสาทเขาพระวิหารอีกหรือไม่ คำตัดสินของศาลโลกกำหนดระยะเวลาให้ยื่นคัดค้านภายใน 10 ปี หลังจากคำพิพากษา (ธรรมนูญศาลโลกมาตรา 60)
    1. มีการนำเสนอคำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อศาลโลก และบันทึกกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร เพื่อสงวนสิทธิ์ขอต่อสู้ในอนาคต[11] (จึงมีคนไทยบางส่วนไม่ยอมรับว่าพื้นที่เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาไปแล้ว -- บางส่วนก็มองว่าศาลโลกตัดสินให้เฉพาะตัวปราสาท ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของตัวปราสาทด้วย)
  5. กรณีนี้เป็นประเด็นที่ปลุกประเด็นความรักชาติของทั้งสองประเทศ เมื่อมีการเสียดินแดนจากคำตัดสินของศาลโลก ทำให้มีการเดินขบวนคัดค้าน และหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกอย่างรุนแรงเมื่อปี 2505

ทางออกที่ควรจะเป็น

ประเทศไทยและกัมพูชา พ้นข้อขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารมาตั้งแต่เมื่อปี 2505 แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคใหม่ควรเป็นไปโดยฉันท์มิตรและร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจโดยมีผลประโยชน์ร่วมกับทุกฝ่าย

  1. ไม่ควรนำกรณีพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารมาเกี่ยวข้องเป็นประเด็นทางการเมือง ควรถือเป็นวาระของชาติ
  2. ไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในฐานะกลไกในการแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ และสมาชิกภาพที่ดีของนานาอารยประเทศ ในขณะที่คำนึงถึงบูรณภาพเหนือดินแดนและการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ รวมทั้งมิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้าน มิใช่การเป็นทนายให้กับกัมพูชา
  3. การยื่นเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา
  4. การเจรจาพัฒนาประโยชน์บริเวณพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน

ความเสี่ยง

  1. ความขัดแย้งระหว่างประเทศ จากการแย่งชิงดินแดน อาจพัฒนาไปสู่สงครามจำกัดเขตแบบกรณีบ้านร่มเกล้า
  2. กรณีการลุกฮือ และเกิดจราจลของประชาชนในทั้งสองประเทศ จากการปลุกระดมทางการเมือง (กรณีการเผาสถานฑูตไทยในกัมพูชาเมื่อปี 2545)

การเคลื่อนไหวของฝ่ายคัดค้าน

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมาคัดค้านในการที่กัมพูชาเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ซึ่งกล่าวเอาไว้ว่า [12] Template:คำพูด

ตัวละครที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายคัดค้าน

ฝ่ายรัฐบาล

  • นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
  • ปลัดกระทรวงต่างประเทศ
  • เจ้ากรมแผนที่ทหาร
  • ประธานสมช.

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Judgment on 15 June 1962 , Merits, pp. 48/69
  2. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร แปล: กระทรวงต่างประเทศ, จัดพิมพ์ : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2505, หน้า 38
  3. Judgment on 15 June 1962 , ibid, pp. 52/69
  4. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร, อ้างแล้ว, หน้า 42
  5. คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
  6. ไทยยันหนุน เขาพระวิหาร มรดกโลก
  7. ไทยไม่เคยยื่นหมูยื่นแมว ต่อรอง “เขาพระวิหาร”
  8. ทหารพาทัวร์ เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยเสียดินแดนอีก 7 ตร.กม.
  9. Judgment on 15 June 1962 , ibid, pp. 66/69]
  10. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร, หน้า 51, อ้างแล้ว
  11. คำประท้วงของรัฐบาลไทยต่อศาลโลก
  12. ผู้จัดการออนไลน์, “พิเชฐ” สุดทนลูกกรอกแจงเขาพระวิหารไม่เคลียร์ 17 มิถุนายน 2551

ข้อมูลเพิ่มเติม